เผยแพร่เมื่อ 13 เมษายน 2022 · อัปเดตล่าสุด 11 กันยายน 2026
คลินิกแว่นตา ORRA สรุปให้
- เลนส์โปรเกรสซีฟ ช่วยจบปัญหาคนที่มีค่าสายตายาวตามอายุให้กลับมามองชัดได้ทุกระยะผ่านเลนส์ชิ้นเดียว โดยไม่ต้องคอยพกแว่นหลายอันหรือคอยถอดแว่นสลับไปมาบ่อย ๆ
- ช่วงเริ่มต้นใช้งานต้องอาศัยเวลาปรับตัวเพื่อให้สมองคุ้นเคยกับการเลื่อนสายตาหาจุดโฟกัสที่ถูกต้องผ่านพื้นที่การมองต่าง ๆ ที่อยู่บนแผ่นเลนส์
- ความละเอียดในการวัดจุดกึ่งกลางรูม่านตาและการเลือกกรอบแว่นที่เหมาะสมมีผลให้ภาพบิดเบือนด้านข้างลดลง ช่วยให้คนใส่รู้สึกสบายตาและเดินขึ้นลงบันไดได้มั่นใจ
- เลนส์โปรเกรสซีฟที่ ORRA จำหน่าย 5 แบรนด์ ราคาตั้งแต่ 6,990 ถึง 58,500 บาทต่อข้าง เลือกรุ่นได้ตามพฤติกรรมการใช้สายตาและงบประมาณที่วางไว้
การเลือก เลนส์โปรเกรสซีฟ ที่ใส่สบายตาต้องเริ่มจากการแก้ปัญหามองหลายระยะในเลนส์เดียวโดยไม่ต้องคอยสลับแว่นเข้าออกให้เสียบุคลิก
เราพบว่าผู้ใช้งานจำนวนมากมักล้มเหลวกับการปรับตัวเพราะอาการภาพบิดเบือนด้านข้าง ซึ่งมักมาจากการวัดจุดประกอบที่คลาดเคลื่อนแม้เพียง 1-2 มิลลิเมตร บทความนี้จะช่วยคัดกรองเลนส์ที่เหมาะกับพฤติกรรมการใช้สายตา เพื่อให้คุณได้แว่นที่สวมใส่ได้จริงตลอดวันโดยไม่ต้องพึ่งพาระยะเวลาปรับตัวนานเกินไปค่ะ
เผยแพร่เมื่อ 13 เมษายน 2022 · อัปเดตล่าสุด 11 กันยายน 2026
เลนส์โปรเกรสซีฟ คืออะไร ?

นวัตกรรมนี้เข้ามาแทนที่แว่นตาสายตายาวแบบเดิมที่ต้องคอยถอดเข้าถอดออก หรือแว่นสองชั้นที่มีขีดแบ่งเลนส์ชัดเจนจนดูมีอายุ โดยเฉพาะกลุ่มคนวัย 40 ปีขึ้นไปที่เริ่มมีปัญหาการมองตัวหนังสือในมือถือไม่ชัดแต่ยังต้องการมองเห็นทิวทัศน์รอบตัวได้ปกติ การใช้เลนส์ชนิดนี้จะช่วยปรับโฟกัสภาพให้มีความต่อเนื่องและนุ่มนวล
การทำงานของเลนส์อาศัยการไล่ระดับค่าสายตาจากส่วนบนลงสู่ส่วนล่าง ผู้ใช้งานจึงไม่ต้องพกแว่นหลายอันหรือกังวลเรื่องอาการภาพกระโดดเหมือนเลนส์สองชั้นรุ่นเก่า ทำให้การสลับสายตาจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ไปยังสิ่งของที่อยู่ห่างออกไปในระยะ 3 – 5 เมตร ทำได้ทันทีอย่างเป็นธรรมชาติ
โครงสร้างของเลนส์โปรเกรสซีฟ
เลนส์โปรเกรสซีฟออกแบบมาให้มองเห็นได้ชัดเจนทุกระยะในเลนส์ชิ้นเดียวผ่านการไล่ระดับค่าสายตาแบบไร้รอยต่อ พื้นที่การมองเห็นแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก จัดวางตามลักษณะการกรอกตาที่เป็นธรรมชาติของผู้ใช้งาน
พื้นที่ด้านบนสุดทำหน้าที่มองระยะไกล ถัดลงมาตรงกลางคือพื้นที่ระยะกลางสำหรับใช้งานหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือแผงหน้าปัดรถยนต์ และส่วนล่างสุดคือพื้นที่สำหรับอ่านหนังสือหรือดูหน้าจอมือถือ
โครงสร้างภายในแบ่งสัดส่วนการใช้งานไว้ตามตำแหน่งเลนส์
| โซนการมองเห็น | ตำแหน่งบนเลนส์ | การใช้งานหลัก |
|---|---|---|
| ระยะไกล | ส่วนบน | ขับรถ ดูทีวี เดิน |
| ระยะกลาง | ส่วนกลาง | หน้าจอคอมพิวเตอร์ |
| ระยะใกล้ | ส่วนล่าง | อ่านหนังสือ เล่นมือถือ |
เนื่องจากการบีบอัดค่าสายตาหลายระดับเข้าด้วยกันทำให้เกิด พื้นที่ภาพบิดเบือน บริเวณด้านข้างของเลนส์เสมอ ยิ่งเลนส์คุณภาพสูงขึ้น พื้นที่เบลอต่าง ๆ จะถูกขยับไปอยู่ขอบเลนส์มากขึ้นเพื่อให้เรากวาดสายตาไปมาได้สบายตาและปรับตัวได้ไวขึ้นค่ะ
เลนส์โปรเกรสซีฟเหมาะกับใคร ?

กลุ่มคนที่ต้องทำงานสลับระยะสายตาบ่อย ๆ จะได้รับประโยชน์มากที่สุด ตัวอย่างเช่น พนักงานออฟฟิศที่ต้องมองหน้าจอ สลับกับการอ่านเอกสาร และมองเพื่อนร่วมงานที่อยู่ไกลออกไป การทำงานจะมีความต่อเนื่องและสบายตามากกว่าเดิม
ใครบ้างที่ควรเลือกใช้เลนส์ชนิดนี้
- คนที่ใช้ชีวิตแอคทีฟและไม่อยากพกแว่นหลายอันสลับไปมา
- ผู้ที่ต้องการภาพลักษณ์ดูดีโดยไม่มีเส้นแบ่งรอยตัดบนเนื้อเลนส์
- คนที่ต้องขับรถและมองหน้าจอดิจิทัลในรถยนต์สลับกับถนน
แว่นชนิดนี้ช่วยให้การใช้ชีวิตประจำวันมีความเป็นธรรมชาติ ไม่มีอาการภาพกระโดดเมื่อเปลี่ยนระยะโฟกัส เหมาะกับคนที่ต้องการความคล่องตัวและต้องการถนอมสายตาจากการทำงานหนักในระหว่างวัน สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ กลุ่มคนที่เหมาะกับเลนส์โปรเกรสซีฟ ได้ค่ะ
สัญญาณบ่งบอกว่าถึงเวลาตัดแว่นโปรเกรสซีฟ
เราจะเริ่มสังเกตเห็นปัญหาชัดเจนที่สุด เมื่อต้องยืดแขนออกไปจนสุดเพื่อให้เห็นตัวหนังสือบนหน้าจอโทรศัพท์หรือฉลากยา ระยะการมองเห็นปกติจะเริ่มมัวเมื่อวัตถุเข้าใกล้ตัวมากกว่า 40 เซนติเมตร อาการนี้เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงของแก้วตาตามวัยที่เลนส์ตาเริ่มแข็งตัวตามธรรมชาติเมื่ออายุเข้าใกล้เลข 40 การปรับโฟกัสสายตาสลับระหว่างระยะไกลกับระยะใกล้ทำได้ช้าลงหรือมีอาการเห็นภาพซ้อนชั่วขณะเมื่อก้มมองหน้าปัดรถยนต์
สัญญาณทางร่างกายที่พบได้บ่อยคือ อาการล้าดวงตา หรือปวดกระบอกตาหลังจากใช้สายตาอ่านหนังสือหรือทำงานหน้าคอมพิวเตอร์เพียงไม่กี่นาที
- ต้องถอดแว่นสายตาสั้นออกเพื่อให้มองเห็นเมนูอาหารในที่แสงน้อยได้ชัดขึ้น
- พยายามหรี่ตาหรือเงยหน้าขึ้นลงเพื่อหาโฟกัสที่ชัดที่สุดในตอนทำงาน
- เริ่มรู้สึกว่าระยะชัดของการมองเห็นแคบลงเรื่อย ๆ จนต้องคอยขยับกระดาษเข้าออกตลอดเวลา
การเลือกใช้ เลนส์โปรเกรสซีฟ จะช่วยชดเชยค่าสายตายาวตามวัย (Presbyopia) ให้กลับมามองเห็นได้ต่อเนื่องทุกกิจกรรมในแว่นตัวเดียวโดยไม่ต้องสลับแว่นสายตาสั้นกับ แว่นอ่านหนังสือ ไปมาค่ะ
ความแตกต่างระหว่าง เลนส์โปรเกรสซีฟ กับ เลนส์สองชั้น และเลนส์ชั้นเดียว

| ประเภทเลนส์ | ระยะที่มองเห็น | รอยต่อบนเลนส์ | การใช้งานหลัก |
|---|---|---|---|
| เลนส์ชั้นเดียว | ระยะเดียว | ไม่มี | แก้ไขสายตาสั้น ยาว หรือเอียง |
| เลนส์สองชั้น | ใกล้และไกล | มีเส้นแบ่งชัดเจน | มองทางสลับกับอ่านหนังสือ |
| เลนส์โปรเกรสซีฟ | ทุกระยะต่อเนื่อง | ไม่มีรอยต่อ | ขับรถ ดูคอมพิวเตอร์ และอ่านมือถือ |
ผู้ที่เริ่มมีสายตายาวตามอายุในวัย 40 ปีมักพบว่าเลนส์ชั้นเดียวเริ่มไม่ตอบโจทย์เพราะต้องคอยถอดแว่นสลับไปมา การเปลี่ยนมาใช้ เลนส์โปรเกรสซีฟ ช่วยให้การเปลี่ยนโฟกัสจากหน้าจอมอนิเตอร์ไปยังเอกสารบนโต๊ะทำได้ไหลลื่นกว่า เทคโนโลยีการขัดเลนส์สมัยใหม่ยังช่วยลดภาพบิดเบือนด้านข้างทำให้ผู้สวมใส่ส่วนใหญ่ปรับตัวได้เร็วภายใน 7 ถึง 14 วัน
ประเภทของเลนส์โปรเกรสซีฟ
เลนส์โปรเกรสซีฟ ถูกพัฒนาให้มีหลายระดับโครงสร้างเพื่อตอบโจทย์ค่าสายตาและความไวของลูกตาที่แตกต่างกันในแต่ละบุคคล การเลือกประเภทที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีการผลิตที่ช่วยลดภาพบิดเบือนด้านข้างและขยายลานสายตาให้กว้างขึ้น
การแบ่งกลุ่มเลนส์มักอ้างอิงจากความซับซ้อนในการคำนวณจุดโฟกัส ตั้งแต่รุ่นพื้นฐานที่เน้นความคุ้มค่าไปจนถึงรุ่นที่ปรับแต่งตามสรีระใบหน้า 100% เพื่อให้ระยะเปลี่ยนโฟกัสมีความนุ่มนวลสูงสุด
เลนส์โครงสร้างสำเร็จรูป สำหรับผู้เริ่มต้นใช้งาน

การใช้งานเลนส์รุ่นนี้ควรติดตั้งลงบนกรอบแว่นที่มี ความสูงเลนส์ 30 มิลลิเมตร ขึ้นไปเพื่อให้มีพื้นที่สำหรับระยะกลางและระยะใกล้ได้ครบถ้วน เหมาะสำหรับกลุ่มผู้ใช้งานที่เน้นความคุ้มค่าและมีค่าสายตาสั้นหรือยาวพื้นฐานไม่เกิน 2.00 ไดออปเตอร์เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านของภาพมีความนุ่มนวลและปรับตัวได้ง่ายในไม่กี่วันค่ะ
เลนส์โครงสร้างกึ่งเฉพาะบุคคล พร้อมเทคโนโลยีฟรีฟอร์ม

เรามักแนะนำโครงสร้างนี้ให้กับผู้ที่มีค่าสายตาเอียงเกิน 1.00 ไดออปเตอร์ หรือเริ่มมีค่าสายตายาวสูงขึ้นเพราะช่วยลดอาการตาล้าจากการที่ดวงตาต้องพยายามหาจุดโฟกัสที่แคบเกินไป การอัปเกรดมาใช้เทคโนโลยีฟรีฟอร์มทำให้ผู้ใช้งานมองเห็นภาพที่มีมิติและเป็นธรรมชาติมากขึ้น ช่วยให้การกะระยะขณะก้าวลงบันไดหรือการมองผ่านหน้าจอแท็บเล็ตมีความแม่นยำและสามารถปรับตัวเข้ากับแว่นใหม่ได้เร็วภายใน 3 ถึง 5 วัน
เลนส์โครงสร้างเฉพาะบุคคลแบบละเอียด ที่ออกแบบตามค่าพารามิเตอร์ใบหน้า

การปรับแต่งระดับไมครอนช่วยขยายลานสายตาให้กว้างขึ้นกว่าเลนส์รุ่นมาตรฐานถึง 50% และลดภาพบิดเบือนด้านข้างให้เหลือน้อยที่สุด วิธีนี้แก้ปัญหาให้ผู้ที่มีโครงหน้าเฉพาะตัว เช่น คนที่มีสันจมูกแบนหรือโหนกแก้มสูงซึ่งมักทำให้ตำแหน่งแว่นคลาดเคลื่อนจากค่ามาตรฐาน ผู้สวมใส่สามารถปรับตัวเข้ากับเลนส์ใหม่ได้ทันทีหรือใช้เวลาไม่เกิน 24 ชั่วโมง ค่ะ
ทำความเข้าใจการเลือกเลนส์ : วิธีเลือกเลนส์โปรเกรสซีฟให้เหมาะกับตัวคุณ
ข้อดีของการใช้แว่นตาโปรเกรสซีฟ

จุดเด่นที่ทำให้การใช้งานเลนส์ชนิดนี้มีประสิทธิภาพสูงคือ
- เสริมบุคลิกภาพให้ดูดีเพราะเลนส์มีลักษณะใสเรียบเนียนเหมือนแว่นสายตาชั้นเดียวปกติไม่มีเส้นคั่นเลนส์
- ให้ความสะดวกสบายสำหรับผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไปที่เริ่มมีภาวะสายตายาวตามวัย
- ลดความล้าของดวงตาจากการเพ่งปรับโฟกัสระหว่างกิจกรรมที่ต้องใช้ระยะการมองที่หลากหลาย
การเลือกใช้เทคโนโลยีขัดเลนส์แบบดิจิทัลหรือ Freeform Technology จะช่วยเพิ่มความกว้างของลานสายตาให้มองเห็นได้เป็นธรรมชาติและลดปัญหาภาพบิดเบือนด้านข้างได้ดีกว่าเลนส์รุ่นมาตรฐาน ผู้ที่ต้องการคำแนะนำในการเลือกเลนส์สามารถปรึกษา ที่ปรึกษาเลนส์โปรเกรสซีฟ ของเราได้ค่ะ
เผยแพร่เมื่อ 13 เมษายน 2022 · อัปเดตล่าสุด 11 กันยายน 2026
ข้อเสียของเลนส์โปรเกรสซีฟ มีอะไรบ้าง

- ต้องใช้เวลาปรับตัวเฉลี่ย 1 ถึง 2 สัปดาห์ เพื่อฝึกให้สมองเรียนรู้วิธีหาจุดโฟกัสผ่านโซนสายตาต่าง ๆ
- ลานสายตาในระยะกลางและระยะใกล้แคบกว่าเลนส์สายตาเฉพาะทาง ทำให้ผู้ใช้งานต้องขยับศีรษะหันไปตามวัตถุแทนการเหลือบตา
- การกะระยะขณะก้าวลงบันไดทำได้ยากในช่วงเริ่มต้น เพราะเลนส์ส่วนล่างมีกำลังขยายสูงสำหรับอ่านหนังสือทำให้ภาพพื้นดูใกล้และขยายใหญ่กว่าความเป็นจริง
ปัญหาภาพบิดเบือนจะรุนแรงขึ้นในคนที่มีค่าสายตาเอียงเกิน 2.00 ไดออปเตอร์ หรือผู้ที่เลือกใช้กรอบแว่นขนาดใหญ่ที่มีความเทของหน้าแว่นไม่สัมพันธ์กับสรีระใบหน้า การวัดตำแหน่งจุดศูนย์กลางตาสวมใส่ที่คลาดเคลื่อนเพียง 1 ถึง 2 มิลลิเมตร ก็สามารถทำให้ลานสายตาแคบลงจนใช้งานได้ยากขึ้นค่ะ
ทำความเข้าใจข้อจำกัด : เลนส์โปรเกรสซีฟ ข้อเสีย ปัญหาจริงที่คุณควรรู้ก่อนตัดสินใจใช้
เลนส์โปรเกรสซีฟราคาเท่าไหร่ ?

ตารางด้านล่างเป็นราคาที่ ORRA เผยแพร่จริงของทั้ง 5 แบรนด์ที่จำหน่าย ทุกค่าคิดเป็นบาทต่อข้างและเป็นราคาเริ่มต้นของรุ่นนั้นที่ค่าดัชนีหักเหแสง 1.50 ซึ่งเป็นความหนาปกติ
| แบรนด์ | รุ่นเริ่มต้น (บาท/ข้าง) | รุ่นสูงสุด (บาท/ข้าง) |
|---|---|---|
| Essilor | Varilux Start 6,990 | Varilux XR Series 27,600 |
| Rodenstock | Free Pro 6,990 | Impression® B.I.G. NORM™ สอบถามที่สาขา |
| ZEISS | ZEISS Light D 6,990 | ZEISS Progressive INDIVIDUAL 35,990 |
| Nikon | Nikon Presio First 8,700 | Nikon SeeMax Ultimate 36,000 |
| HOYA | Dynamic Summit 9,900 | iD Myself 58,500 |
กลุ่มเลนส์ระดับกลางที่ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล Freeform เพื่อขยายลานสายตาให้กว้างขึ้นมักมีราคาช่วง 10,000 ถึง 25,000 บาท ซึ่งช่วยให้ผู้สวมใส่รายใหม่สามารถปรับตัวได้ง่ายภายใน 3 ถึง 7 วัน สำหรับเลนส์ระดับพรีเมียมที่เป็นแบบเฉพาะบุคคล (Individual) ซึ่งคำนวณโครงสร้างเลนส์ตามความโค้งของกรอบแว่นและระยะห่างของรูม่านตาอย่างละเอียด มักจะมีราคาเริ่มต้นที่ 30,000 บาท ขึ้นไป
ช่วงราคาที่เหมาะสมมักแปรผันตามความซับซ้อนของค่าสายตาและลักษณะกิจกรรมในแต่ละวัน เช่น ผู้ที่ต้องใช้สมาร์ทโฟนสลับกับการขับรถบ่อย ๆ มักต้องการเลนส์ที่มีพื้นที่ระยะกลางและระยะใกล้ที่กว้างเป็นพิเศษ ทั้ง 5 แบรนด์ที่คลินิกแว่นตา ORRA จำหน่าย คือ Essilor, HOYA, Nikon, Rodenstock และ ZEISS มีราคาของแต่ละรุ่นเผยแพร่ไว้ในหน้าราคาเลนส์โปรเกรสซีฟเรียบร้อยแล้วค่ะ ถ้าอยากเปรียบเทียบทีละคู่ ดูได้ที่ โปรเกรสซีฟยี่ห้อไหนดี
อะไรบ้างมีผลต่อราคาเลนส์โปรเกรสซีฟ

ปัจจัยที่ทำให้ราคาแปรผันประกอบด้วยส่วนต่าง ๆ
- ค่าดัชนีหักเหของแสงหรือความหนาเลนส์ (Index) หากเลือกเลนส์ย่อบางพิเศษระดับ 1.67 หรือ 1.74 เพื่อรองรับค่าสายตาสั้นหรือยาวมาก ๆ ราคาก็จะขยับสูงขึ้นตามความบาง
- สารเคลือบผิวเลนส์พิเศษ เช่น การเพิ่มฟังก์ชันป้องกันแสงสีฟ้า หรือเทคโนโลยีเลนส์เปลี่ยนสีอัตโนมัติรุ่นล่าสุดอย่าง Transitions Gen 8
- การออกแบบโครงสร้างแบบเฉพาะบุคคล (Individual) ที่นำค่าความโค้งหน้าแว่นและความเทของกรอบมาคำนวณร่วมกับระยะห่างของรูม่านตาเพื่อให้ได้ลานสายตาที่กว้างขึ้น
ระดับความยากของค่าสายตามีส่วนสำคัญในการเลือกเลนส์ หากผู้สวมใส่มีค่าสายตาเอียงสูงกว่า 2.00 ไดออปเตอร์ หรือมีค่าสายตาสองข้างต่างกันเกิน 2.00 ไดออปเตอร์ ช่างมักแนะนำให้ขยับไปใช้เลนส์รุ่นสูงที่มีการชดเชยค่าสายตาในทุกจุดเพื่อลดปัญหาภาพวูบวาบและช่วยให้สมองปรับตัวได้ง่ายขึ้น
เลนส์โปรเกรสซีฟ ถูก VS แพง ต่างกันอย่างไร ?

เลนส์ระดับพรีเมียมจะใช้ซอฟต์แวร์คำนวณแบบเฉพาะบุคคล โดยนำค่าความโค้งของกรอบแว่นและระยะห่างรูม่านตามาร่วมออกแบบ เทคโนโลยีนี้ช่วยให้ภาพวูบวาบด้านข้างลดน้อยลงและเพิ่มพื้นที่การมองเห็นให้กว้างขึ้นถึง 30 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับเลนส์รุ่นมาตรฐาน
| คุณสมบัติ | เลนส์รุ่นประหยัด | เลนส์ระดับพรีเมียม |
|---|---|---|
| ลานสายตามองเห็น | แคบ ต้องคอยขยับหาจุดโฟกัส | กว้าง มองเห็นเป็นธรรมชาติ |
| ภาพบิดเบือนด้านข้าง | มีมาก รู้สึกวูบวาบขณะเดิน | มีน้อย ภาพนิ่งและเสมือนจริง |
| ระยะเวลาปรับตัว | ประมาณ 7 ถึง 14 วัน | รวดเร็วภายใน 1 ถึง 3 วัน |
| การปรับแต่งเลนส์ | โครงสร้างมาตรฐานสำเร็จรูป | ออกแบบตามสรีระดวงตาเฉพาะบุคคล |
วิธีเลือกกรอบแว่นสำหรับตัดแว่นโปรเกรสซีฟ

- เลือกกรอบที่มี แป้นจมูกโลหะแบบปรับได้ เพื่อให้ช่างสามารถตั้งค่ามุมเทของหน้าแว่นให้สัมพันธ์กับระยะการเหลือบมองเพื่อลดภาพบิดเบือนด้านข้าง สามารถเข้ามาใช้บริการช่วยเลือกกรอบแว่นได้ค่ะ
- หลีกเลี่ยงกรอบทรงโค้งมากแบบแว่นกันแดดสปอร์ตเพราะความโค้งที่มากเกินไปส่งผลต่อการคำนวณค่าสายตาเอียงและทำให้ปรับตัวเข้ากับเลนส์ได้ยาก
- ขนาดความกว้างของกรอบต้องพอดีกับขมับ ไม่บีบหรือหลวมจนเกินไปเพราะการที่แว่นไหลลงจากตำแหน่งเดิมเพียง 1-2 มิลลิเมตร จะทำให้จุดโฟกัสคลาดเคลื่อนจนมองเห็นภาพซ้อนได้ทันที
วิธีการปรับตัวเมื่อเริ่มใส่แว่นโปรเกรสซีฟครั้งแรก

- ฝึกมองวัตถุในระดับสายตาผ่านส่วนบนของเลนส์ และมองใกล้หรืออ่านหนังสือผ่านส่วนล่างโดยการก้มหน้าเพียงเล็กน้อยเพื่อหาจุดที่ภาพคมชัดที่สุด
- สวมแว่นติดต่อกันอย่างต่อเนื่องวันละ 8 ชั่วโมง ในช่วงแรกโดยไม่สลับไปใส่แว่นอันเก่าเพื่อป้องกันสมองเกิดความสับสนระหว่างการประมวลผลภาพที่ต่างกัน
- เพิ่มความระมัดระวังขณะเดินขึ้นลงบันไดในช่วง 2 ถึง 3 วันแรกด้วยการก้มศีรษะให้มองเห็นขั้นบันไดผ่านโซนมองไกลเพื่อลดอาการภาพวูบวาบบริเวณพื้นที่ต่าง ๆ หากมีอาการเวียนหัวหลังใส่แว่นโปรเกรสซีฟ สามารถเข้ามาปรึกษาเราได้ค่ะ
ตัดแว่นโปรเกรสซีฟที่ไหนดี มาตรฐานการตรวจวัดสายตาที่ศูนย์เลนส์โปรเกรสซีฟ ORRA
การเลือกสถานที่ตัดเลนส์โปรเกรสซีฟควรเน้นที่มาตรฐานการตรวจวัดสายตาที่มีความละเอียดสูง เพื่อความแม่นยำในการใช้งานจริง มาตรฐานการตรวจที่ดีจะช่วยลดปัญหาการปรับตัวยากหรืออาการพื้นลอยที่มักพบบ่อย
ที่ศูนย์เลนส์ ORRA เราใช้ระบบประเมินพฤติกรรมการใช้สายตา เฉพาะบุคคล ร่วมกับการทดลองเลนส์จริง ขั้นตอนนี้ช่วยให้คุณมั่นใจว่าจะได้รับแว่นที่ใช้งานได้สบายตาตั้งแต่วันแรก
เหตุผลที่ลูกค้าหลายคนเลือกตัดแว่นโปรเกรสซีฟ ที่ศูนย์เลนส์เฉพาะทาง ORRA
เราใช้กระบวนการตรวจวัดสายตาเจาะลึก 12 ขั้นตอนเพื่อวิเคราะห์ค่าสายตาที่ซับซ้อนให้ได้ เลนส์โปรเกรสซีฟ ที่ใส่สบายและใช้งานได้จริง เทคโนโลยีการวัดค่าพารามิเตอร์แบบ Digital 3D ช่วยให้ทราบตำแหน่งจุดกึ่งกลางตาดำที่แม่นยำระดับมิลลิเมตร การปรับแต่งโครงสร้างเลนส์ให้เข้ากับสรีระใบหน้าและกรอบแว่นช่วยลดอาการภาพบิดเบือนด้านข้างทำให้ผู้ใช้งานส่วนใหญ่ปรับตัวได้ภายใน 3 – 7 วัน
เราให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์ไลฟ์สไตล์ เพื่อเลือกโครงสร้างเลนส์ที่เหมาะกับกิจกรรมหลักของลูกค้าค่ะ
- การทดลองมองผ่านชุด Trial Lens ของจริงเพื่อทดสอบความคมชัดในระยะต่าง ๆ ก่อนสั่งผลิต
- การเลือกแบรนด์เลนส์ที่มีเทคโนโลยี AI Integration มาช่วยคำนวณพฤติกรรมการกวาดสายตา
- การออกแบบตำแหน่งเลนส์ที่คำนึงถึงมุมก้มและระยะห่างจากการมองจอที่ 40 – 60 เซนติเมตร
พารามิเตอร์ที่วัดได้จะถูกนำไปปรับแต่งค่าชดเชยเพื่อให้ได้ภาพที่เป็นธรรมชาติและลดปัญหาพื้นลอยเวลาเดินขึ้นลงบันได ข้อมูลการสั่งผลิตจะถูกส่งตรงเข้าห้องแล็บเพื่อขัดเลนส์ตามความโค้งของกรอบแว่นที่ทำมุม 10 – 15 องศา กับใบหน้า กระบวนการทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งของ ORRA Signature Fit™ ที่วิเคราะห์พฤติกรรมการใช้สายตาเฉพาะบุคคล
เปรียบเทียบร้านตัดแว่น : ตัดแว่นโปรเกรสซีฟที่ไหนดี ? เปรียบเทียบ ศูนย์เลนส์ กับร้านทั่วไป
รีวิวแว่นโปรเกรสซีฟ ORRA
การตัดแว่นที่ ORRA โดดเด่นด้วยการวัดค่าสายตาด้วยระบบดิจิทัล ช่วยลดปัญหาภาพบิดเบือนด้านข้างที่เป็นปัญหาหลักในการใส่ เลนส์โปรเกรสซีฟ ของมือใหม่ ประสบการณ์ที่ได้รับจะเน้นการลองเลนส์จริงในพื้นที่จำลองเหตุการณ์ต่าง ๆ ทำให้เห็นภาพชัดเจนทุกระยะทั้งใกล้ กลาง และไกล โดยไม่เกิดอาการวิงเวียนศีรษะ
เผยแพร่เมื่อ 13 เมษายน 2022 · อัปเดตล่าสุด 11 กันยายน 2026
คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับแว่นตาโปรเกรสซีฟ
เลนส์โปรเกรสซีฟทำให้เกิดอาการเวียนหัวจริงหรือไม่ ?
อาการเวียนหัวจากการใส่เลนส์โปรเกรสซีฟเกิดขึ้นได้จริง แต่เป็นเพียง ช่วงปรับตัวชั่วคราว เท่านั้นค่ะ สาเหตุหลักมาจากเลนส์ประเภทนี้รวมค่าสายตาหลายระยะไว้ในแผ่นเดียว ทำให้เกิดภาพบิดเบือนบริเวณขอบเลนส์ สมองจึงต้องใช้เวลาเรียนรู้การมองผ่านพื้นที่ต่าง ๆ ให้สัมพันธ์กับการเคลื่อนไหว
ทำความเข้าใจการปรับตัวกับเลนส์โปรเกรสซีฟ : สาเหตุและวิธีแก้ปัญหาเมื่อใส่แว่นโปรเกรสซีฟแล้วไม่สบาย
คนสายตาสั้นสามารถใช้เลนส์โปรเกรสซีฟได้ไหม ?
คนสายตาสั้นใช้เลนส์โปรเกรสซีฟได้แน่นอน และเป็นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์สูงสุดเมื่อเริ่มมีปัญหาสายตายาวตามวัยในช่วงอายุ 40 ปีขึ้นไป เลนส์ชนิดนี้ออกแบบมาเพื่อรวมค่าสายตาสั้นสำหรับมองไกลและค่าสายตายาวสำหรับอ่านหนังสือไว้ในแผ่นเดียว ช่วยให้ไม่ต้องพกแว่นสองอันหรือคอยถอดแว่นเข้าออกบ่อย ๆ
ต้องตรวจสายตากี่ครั้งต่อปีหลังใช้เลนส์โปรเกรสซีฟ ?
คุณควรนัดตรวจสายตาอย่างน้อย ปีละ 1 ครั้ง เพื่อให้ค่าสายตายาวตามอายุมีความแม่นยำกับเลนส์โปรเกรสซีฟที่ใช้งานอยู่เสมอ หากพบความผิดปกติระหว่างปีควรรีบพบนักทัศนมาตรทันทีโดยไม่ต้องรอกำหนดการเดิม (มาตรฐานวิชาชีพกำกับโดยสภานักทัศนมาตรไทย)
สัญญาณเตือนที่บอกว่าถึงเวลาปรับเปลี่ยนค่าสายตาใหม่
- มองตัวหนังสือบนหน้าจอมือถือไม่ชัด
- ต้องโยกศีรษะหาจุดโฟกัสมากกว่าช่วงแรกที่ตัดแว่น
- มีอาการล้าดวงตาหรือปวดขมับช่วงท้ายวัน
ตารางด้านล่างแสดงความถี่ที่แนะนำ ซึ่งแบ่งตามเกณฑ์อายุและปัจจัยด้านสุขภาพเพื่อให้คุณวางแผนการดูแลได้ง่ายขึ้น
| ช่วงอายุ | ความถี่ที่แนะนำ |
|---|---|
| 40 – 50 ปี | ทุก 1 – 2 ปี |
| 50 ปีขึ้นไป | ทุก 1 ปี |
| มีภาวะเบาหวานหรือความดัน | ทุก 6 เดือน |
เลนส์โปรเกรสซีฟของแท้ดูอย่างไร ?
วิธีสังเกตเลนส์โปรเกรสซีฟของแท้ที่ง่ายสุด คือการตรวจเช็ก สัญลักษณ์เลเซอร์ (Hidden Mark) บนผิวเลนส์ ซึ่งจะปรากฏเมื่อส่องกับแสงไฟหรือใช้ไอน้ำพ่นเบา ๆ สัญลักษณ์เหล่านี้จะระบุยี่ห้อ รุ่น และค่าการมองเห็นที่เฉพาะเจาะจงของแต่ละแบรนด์
ใบรับประกันคุณภาพและซองเลนส์ต้องระบุข้อมูลที่ตรงกับค่าสายตาของคุณ เลนส์แบรนด์สากลจะมีเลข Serial Number ที่ใช้ตรวจสอบข้อมูลกับบริษัทผู้ผลิตได้ เพื่อยืนยันว่าเป็นของใหม่แกะกล่อง
- ตรวจสอบเครื่องหมายสลักจาง ๆ บริเวณขอบเลนส์ทั้งสองข้าง
- เช็กการ์ดรับประกันที่ระบุชื่อรุ่นและวันที่สั่งตัด
- ขอดูซองเลนส์ที่มีรายละเอียดค่าสายตาครบถ้วน ข้อมูลบนซองต้องตรงกับใบเสร็จและค่าสายตาจริงของคุณค่ะ
อายุเท่าไรควรเริ่มใส่เลนส์โปรเกรสซีฟ ?
โดยทั่วไปคนอายุ 40 ปีขึ้นไป ที่เริ่มมีปัญหามองตัวหนังสือในมือถือไม่ชัด หรือต้องยืดแขนออกเพื่ออ่านหนังสือ คือสัญญาณว่าเริ่มมีภาวะสายตายาวตามวัย (Presbyopia) และพร้อมสำหรับเลนส์โปรเกรสซีฟ อย่างไรก็ตามไม่มีอายุขั้นต่ำที่แน่นอน ขึ้นอยู่กับค่าสายตาจริงที่ตรวจวัดโดยนักทัศนมาตร
เลนส์โปรเกรสซีฟใช้เวลาปรับตัวนานแค่ไหน ?
ผู้ใช้งานส่วนใหญ่ปรับตัวได้ภายใน 7–14 วัน สำหรับเลนส์รุ่นมาตรฐาน และ 3–5 วัน สำหรับเลนส์ระดับ Freeform ขึ้นไป ระยะเวลาปรับตัวขึ้นอยู่กับความแม่นยำในการวัดค่าพารามิเตอร์ใบหน้า และการเลือกโครงสร้างเลนส์ที่เหมาะกับค่าสายตาของแต่ละคน
ตัดแว่นโปรเกรสซีฟครั้งแรก ต้องเตรียมอะไรบ้าง ?
ไม่ต้องเตรียมอะไรเป็นพิเศษ เพียงแค่สวมแว่นเดิม (ถ้ามี) มาด้วยเพื่อให้นักทัศนมาตรเปรียบเทียบค่าสายตา และแจ้งกิจกรรมหลักในชีวิตประจำวัน เช่น ทำงานหน้าคอมพิวเตอร์นานแค่ไหน ขับรถบ่อยไหม เพื่อช่วยเลือกโครงสร้างเลนส์ที่เหมาะสมที่สุด
สรุป
เลนส์โปรเกรสซีฟ คือทางเลือกที่ช่วยให้มองเห็นชัดเจนทุกระยะต่าง ๆ ทั้งใกล้ กลาง และไกล ในเลนส์ชิ้นเดียวโดยไม่มีรอยต่อรบกวนสายตา แว่นชนิดนี้ช่วยแก้ปัญหาการต้องพกแว่นหลายอันสำหรับคนที่มีภาวะสายตายาวตามอายุ ช่วยให้การใช้ชีวิตประจำวันมีความคล่องตัวและเสริมบุคลิกภาพให้ดูดี
แนะนำให้เข้ามาปรึกษาเรา คลินิกแว่นตา ORRA สาขาใกล้คุณ เพื่อรับการตรวจวัดสายตาอย่างละเอียดและทดลองใส่เลนส์ตัวอย่างก่อนตัดสินใจสั่งตัด การวัดค่าจุดรวมสายตาที่แม่นยำจะช่วยลดระยะเวลาในการปรับตัวให้สั้นลงและทำให้ใส่แว่นได้สบายตาตลอดทั้งวันค่ะ ใครที่เพิ่งเริ่มมองหาแว่นคู่แรก ดูสิ่งที่ควรรู้ก่อนตัดแว่นโปรเกรสซีฟได้ในบทความที่รวมไว้ให้แล้ว
