เผยแพร่เมื่อ 1 มิถุนายน 2023 · อัปเดตล่าสุด 23 ตุลาคม 2026
คลินิกแว่นตา ORRA สรุปให้
-
แว่นกรองแสงสีฟ้า คือ แว่นตาที่ออกแบบมาเพื่อดูดซับหรือสะท้อนคลื่นแสงพลังงานสูง (HEV) ช่วยลดแสงสะท้อนจ้าและเพิ่มความสบายตาขณะมองหน้าจอดิจิทัล
-
เลนส์ตัดแสงสีฟ้าช่วยลดแสงสะท้อนจ้าจากหน้าจอ แต่งานทบทวนงานวิจัยของ Cochrane ปี 2023 ยังไม่พบว่าช่วยลดอาการตาล้าระยะสั้นได้ชัดเจน และไม่สามารถแก้ปัญหาตาแห้งที่เกิดจากอัตราการกะพริบตาลดลงขณะเพ่งหน้าจอได้
-
แว่นกรองแสงสีฟ้า 100 เปอร์เซ็นต์ไม่มีใช้จริงในชีวิตประจำวัน เพราะทำให้การมองเห็นสีผิดเพี้ยน และขัดขวางการรับแสงสีฟ้าคลื่นยาวที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย
-
การตัดแว่นตาอาศัยการตรวจวัดระยะห่างรูม่านตา (PD) และจัดวางตำแหน่งโฟกัสเลนส์ให้ตรงกับแนวกึ่งกลางตาดำ เพื่อป้องกันอาการปวดศีรษะจากภาพบิดเบือน
-
ผู้ที่มีอาการตาล้าสะสมสามารถนัดตรวจวัดสายตากับนักทัศนมาตรที่คลินิกแว่นตา ORRA ได้ทุกสาขา เพื่อทดลองเลนส์จริงก่อนตัดสินใจและประเมินระบบการมองเห็นเฉพาะบุคคล
อาการตาล้า ตาพร่ามัว และปวดกระบอกตาเป็นอาการที่พบบ่อยในกลุ่มคนทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ต่อเนื่องหลายชั่วโมง การจ้องหน้าจอดิจิทัลเป็นเวลานานทำให้ดวงตาเผชิญกับแสงสะท้อนจ้า และกล้ามเนื้อตาเกร็งค้างจากการเพ่งตลอดเวลา ผู้ใช้งานอุปกรณ์ดิจิทัลจำนวนมากหันมาใช้แว่นกรองแสงสีฟ้าเพื่อลดภาระการทำงานของดวงตา
บทความนี้ ORRA อธิบายหลักการทำงาน ข้อเท็จจริงทางทัศนมาตร และวิธีคัดเลือกเลนส์ที่เข้ากับสรีระสายตา เพื่อเป็นแนวทางประกอบการพิจารณา รวมถึงเป็นข้อมูลชี้วัดว่าเมื่อไหร่ที่อาการตาล้าจำเป็นต้องได้รับการตรวจสุขภาพสายตาโดยนักทัศนมาตรค่ะ
แว่นกรองแสงสีฟ้าคืออะไร ?
แว่นกรองแสงสีฟ้า คือแว่นตาที่ประกอบเลนส์เคลือบสารหรือผสมสารสกัดกั้นคลื่นแสงสีฟ้า (Blue Light) ซึ่งจัดเป็นแสงพลังงานสูง (High Energy Visible หรือ HEV) ช่วงความยาวคลื่น 380 – 500 นาโนเมตร แหล่งกำเนิดแสงสีฟ้ามีทั้งแสงแดดธรรมชาติ หลอดไฟ LED และหน้าจออุปกรณ์ดิจิทัล เช่น คอมพิวเตอร์ สมาร์ตโฟน และแท็บเล็ต
คลื่นแสงสีฟ้าจำแนกออกเป็น 2 ช่วงคลื่น แสงสีฟ้าอมม่วง (Blue-Violet Light) ช่วงความยาวคลื่น 400 – 455 นาโนเมตร มีอัตราการกระเจิงแสงสูง ก่อให้เกิดแสงสะท้อนรบกวน ส่วนแสงสีฟ้าอมเขียว (Blue-Turquoise Light) ช่วงความยาวคลื่น 465 – 495 นาโนเมตร ทำหน้าที่ควบคุมนาฬิกาชีวภาพ ตลอดจนวงจรการตื่นและการนอนหลับของร่างกายค่ะ
แว่นเลนส์ตัดแสงทำหน้าที่กรองคลื่นแสงส่วนเกิน ช่วยลดปริมาณแสงสีฟ้าที่ผ่านเข้าสู่ดวงตา ทำให้การอ่านหน้าจอดิจิทัลสบายตาขึ้นสำหรับบางคน ลดแสงวาบ และรักษาความคมชัดของภาพบนหน้าจอ
กลไกการทำงานของเลนส์ตัดแสงสีฟ้า
แว่นเลนส์ตัดแสงอาศัยหลักการทางทัศนศาสตร์ลดการกระเจิงของคลื่นแสงพลังงานสูงเข้าสู่ดวงตา กระบวนการผลิตเลนส์บลูบล็อคแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบหลักค่ะ
-
เลนส์ตัดแสงแบบเคลือบสารสะท้อนผิวเลนส์ (Blue Coating) ใช้ชั้นฟิล์ม Multicoat สะท้อนคลื่นแสงสีฟ้าพลังงานสูงออกจากผิวเลนส์ หน้าเลนส์ปรากฏแสงสะท้อนเหลือบน้ำเงินอมม่วง ตัวเลนส์ตัดแสงสะท้อนจ้า มีระดับราคาที่เข้าถึงง่าย แต่ภาพที่มองเห็นจะอมโทนสีส้มอุ่นเล็กน้อย
-
เลนส์ตัดแสงแบบผสมสารดูดซับในเนื้อเลนส์ (Blue Monomer) ผสมสารดูดซับแสงลงในเนื้อวัสดุตั้งแต่ขั้นตอนหลอมขึ้นรูป เช่น เทคโนโลยี UV420 เลนส์ดูดซับแสงสีฟ้าได้โดยตรงและไม่ต้องพึ่งชั้นเคลือบ ผิวเลนส์ใสเป็นธรรมชาติ ไม่มีแสงสะท้อนสีม่วงรบกวนตา ทั้งยังเลือกกรองเฉพาะแสงสีฟ้าอมม่วง
แว่นกรองแสงสีฟ้าช่วยอะไรได้บ้าง ?
แว่นกรองแสงสีฟ้าช่วยดูแลระบบสายตาผ่านการปรับปรุงคุณภาพแสงก่อนตกกระทบจอประสาทตา ซึ่งแบ่งได้เป็น 3 ด้านค่ะ
-
ลดแสงสะท้อนจ้า (Glare Reduction) คลื่นแสงสีฟ้ามีอัตราการกระเจิงสูง ตัวเลนส์ดักจับแสงฟุ้งกระจาย ทำให้ภาพหน้าจอคมชัด ลดอาการตามัว และช่วยให้อ่านตัวหนังสือสบายตาขึ้น
-
เพิ่มความเปรียบต่างของภาพ (Contrast Enhancement) เมื่อแสงฟุ้งลดลง จอประสาทตาสามารถแยกความสว่างกับความมืดได้ชัด
-
รักษาวงจรการนอนหลับ (Circadian Rhythm) การสวมแว่นกรองแสงช่วงค่ำอาจช่วยลดการรบกวนการหลั่งฮอร์โมนเมลาโทนิน แต่ผลต่อคุณภาพการนอนหลับยังต้องรองานวิจัยเพิ่มเติม
แว่นกรองแสงสีฟ้าช่วยได้จริงไหมเมื่อต้องจ้องหน้าจอนาน ?
แว่นกรองแสงสีฟ้าช่วยลดแสงสะท้อนจ้าซึ่งทำให้บางคนรู้สึกสบายตาขึ้น แต่ไม่สามารถป้องกันอาการตาล้าจากจอคอมพิวเตอร์ (Computer Vision Syndrome หรือ CVS) ได้ งานทบทวนงานวิจัยของ Cochrane ปี 2023 ซึ่งรวบรวม 17 การศึกษา ยังไม่พบว่าเลนส์ชนิดนี้ช่วยลดอาการตาล้าระยะสั้นจากการใช้คอมพิวเตอร์ได้ชัดเจน
อาการตาล้าเกิดจากการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อเพ่งตา (Ciliary Muscle) ที่ต้องรักษาโฟกัสระยะใกล้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน กล้ามเนื้อตาจึงเกิดความล้าสะสม ซึ่งตัวเลนส์กรองแสงไม่ได้มีกลไกช่วยลดภาระการเพ่งของกล้ามเนื้อส่วนนี้
สำหรับผู้ที่มีปัญหาสายตาสั้น สายตายาว หรือสายตาเอียงแฝงอยู่ กล้ามเนื้อตาจะยิ่งทำงานหนักเพิ่มขึ้น การลดอาการตาล้าที่ต้นเหตุจึงต้องอาศัยการตรวจวัดค่าสายตาจริงเพื่อประกอบแว่นสายตาที่ตรงจุด ควบคู่ไปกับการเพิ่มคุณสมบัติกรองแสงสีฟ้าค่ะ
แว่นกรองแสงสีฟ้าจำเป็นไหมสำหรับทุกคน ?
แว่นกรองแสงสีฟ้าไม่ได้จำเป็นสำหรับทุกคน แต่ขึ้นอยู่กับระยะเวลาและลักษณะการใช้สายตาของแต่ละบุคคล ผู้ที่ทำงานหน้าจอดิจิทัลติดต่อกันวันละหลายชั่วโมงอาจรู้สึกสบายตาขึ้นจากการลดแสงสะท้อนของแว่นประเภทนี้ ส่วนผู้ที่ทำงานกลางแจ้งหรือใช้งานหน้าจอเพียงไม่นานในแต่ละวัน ระบบการมองเห็นตามธรรมชาติสามารถจัดการแสงได้เองโดยไม่ต้องพึ่งพาเลนส์ตัดแสง
กลุ่มบุคคลที่เหมาะกับการใช้แว่นกรองแสงสีฟ้า ได้แก่ พนักงานสำนักงาน นักเขียนโค้ด และนักวิเคราะห์ข้อมูลที่ต้องมองหน้าจอต่อเนื่องหลายชั่วโมงต่อวัน รวมถึงผู้ที่ใช้งานแท็บเล็ตในพื้นที่แสงน้อยหรือช่วงเวลากลางคืน
ส่วนผู้ที่ประกอบอาชีพที่ต้องการความเที่ยงตรงของเฉดสี เช่น นักออกแบบกราฟิกหรือช่างภาพ เลนส์ชนิดผสมสารกรองแสงในเนื้อเลนส์ช่วยรักษาค่าสีให้ผิดเพี้ยนน้อย ช่วยให้มองเห็นชิ้นงานได้ตามความเป็นจริงค่ะ
ทำความเข้าใจ Office Lens : 5 สัญญาณเตือนว่าควรใช้ Office Lens
สัญญาณเตือนที่บ่งบอกว่าดวงตาเริ่มล้าจากแสงหน้าจอ
อาการระคายเคืองตา ตาพร่ามัว ปวดเบ้าตา และดวงตาไวต่อแสง เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าดวงตาเริ่มเกิดความล้าสะสมจากการใช้งานหน้าจอติดต่อกันนานเกินไปค่ะ
-
แสบเคืองตาและน้ำตาไหล เกิดความรู้สึกเหมือนมีสิ่งแปลกปลอมในตาเมื่อเพ่งมองจอภาพเป็นเวลานาน
-
ตาพร่ามัวช่วงเปลี่ยนระยะการมอง การมองสลับระหว่างจอคอมพิวเตอร์ไปยังวัตถุระยะไกลทำให้ภาพมัวชั่วคราวและต้องใช้เวลาปรับโฟกัส
-
ปวดตึงบริเวณกระบอกตาและขมับ อาการตึงเกร็งรอบดวงตาที่เริ่มปรากฏช่วงบ่ายและกระจายตัวเป็นอาการปวดศีรษะ
-
ดวงตาไวต่อแสงจ้า เกิดความรู้สึกไม่สบายตาเมื่อมองแสงสะท้อนจากจอภาพหรือหลอดไฟในอาคารจนต้องหรี่ตา
แว่นกรองแสงสีฟ้า 100 เปอร์เซ็นต์ มีจริงในทางการแพทย์ไหม ?
แว่นกรองแสงสีฟ้า 100 เปอร์เซ็นต์ไม่มีใช้ในทางการแพทย์สำหรับการดำเนินชีวิตทั่วไป เพราะแสงสีฟ้าช่วงคลื่น 465 – 495 นาโนเมตรทำหน้าที่ควบคุมนาฬิกาชีวภาพ ช่วยให้ร่างกายตื่นตัวในช่วงกลางวัน
หากเลนส์ตัดแสงสีฟ้าออกทั้งหมด 100% ตัวเลนส์จะมีสีเหลืองเข้ม ส่งผลให้มองเห็นสีผิดเพี้ยนไปจากความจริง ไม่สามารถจำแนกสีสัญญาณไฟจราจรหรือทำงานทั่วไปได้อย่างปลอดภัย
เลนส์ใสสำหรับใช้งานทั่วไปจึงออกแบบให้ตัดแสงสีฟ้าคลื่นสั้นช่วง 400 – 455 นาโนเมตรเพียงบางส่วน เช่น ZEISS ระบุว่าเลนส์ BlueGuard ตัดแสงช่วงนี้ได้สูงสุดประมาณ 40% ควบคู่กับการรักษาคู่สีตามธรรมชาติของภาพที่มองเห็นค่ะ
ทำไมใส่แว่นแล้วตายังแห้ง อาการที่แว่นตาอาจช่วยไม่ได้ทั้งหมด
แว่นตาช่วยตัดแสงสะท้อนแต่ไม่สามารถป้องกันตาแห้งได้ เพราะตาแห้งเกิดจากอัตราการระเหยของน้ำตาและพฤติกรรมการกะพริบตา ซึ่งอยู่นอกเหนือการทำงานของเลนส์แว่นตา สาเหตุหลักมี 3 ข้อค่ะ
-
อัตราการกะพริบตาลดลง ตามปกติอัตราการกะพริบตาเฉลี่ยอยู่ที่ 15 – 20 ครั้งต่อนาที แต่เมื่อจ้องหน้าจอ อัตราการกะพริบตาจะลดลงชัดเจน ทำให้น้ำตาหล่อเลี้ยงผิวตาไม่สม่ำเสมอและระเหยเร็วขึ้น
-
เปลือกตาเปิดกว้างตามตำแหน่งจอ ตำแหน่งการมองจอคอมพิวเตอร์ระดับสายตาทำให้พื้นที่ผิวหน้าของดวงตาสัมผัสกับอากาศแห้งในห้องปรับอากาศมากขึ้น
-
การจ้องมองติดต่อกันโดยไม่พัก การใช้สายตาไม่หยุดพักทำให้ชั้นฟิล์มน้ำตาฉีกขาด การพักสายตาทุก 20 นาทีร่วมกับการหยอดน้ำตาเทียมช่วยบรรเทาอาการ หากอาการยังคงอยู่ นักทัศนมาตรหรือจักษุแพทย์สามารถตรวจประเมินคุณภาพผิวตาเพื่อค้นหาสาเหตุเพิ่มเติม
วิธีเลือกแว่นกรองแสงสีฟ้าเด็ก ให้ปลอดภัยและเหมาะกับวัยเรียน
การเลือกแว่นกรองแสงสีฟ้าสำหรับเด็กให้ปลอดภัย พิจารณาจากสรีระดวงตาที่กำลังพัฒนาเป็นหลัก เลนส์แก้วตา (Crystalline Lens) ของเด็กมีความใสกว่าผู้ใหญ่ ส่งผลให้แสงสีฟ้าส่องผ่านเข้าสู่จอประสาทตาได้มากกว่าปกติค่ะ
หลักการเลือกแว่นตาสำหรับเด็กประกอบด้วย 3 ส่วนหลักเพื่อสุขอนามัยของดวงตา
-
กรอบแว่นน้ำหนักเบาและยืดหยุ่น กรอบวัสดุ TR90 หรือซิลิโคนทางการแพทย์สามารถบิดงอได้ ไม่แตกหักง่าย และลดแรงกดทับบริเวณดั้งจมูก
-
เนื้อเลนส์ทนแรงกระแทก วัสดุโพลีคาร์บอเนต (Polycarbonate) หรือไตรเวกซ์ (Trivex) มีคุณสมบัติเหนียว ไม่แตกกระจายออกเป็นเศษคมเมื่อเกิดอุบัติเหตุ
-
ประสิทธิภาพการตัดแสงสมดุล เลนส์ตัดเฉพาะคลื่นแสงสีฟ้าพลังงานสูง ช่วยป้องกันแสงจ้าโดยไม่รบกวนพัฒนาการด้านการแยกแยะคู่สีของเด็ก
แว่นกรองแสงสีฟ้ายี่ห้อไหนดี สำหรับการใช้งานจริง ?
การเลือกแว่นกรองแสงสีฟ้าสำหรับการใช้งานจริง เริ่มต้นจากแบรนด์เลนส์สายตามาตรฐานสากลที่มีงานวิจัยรองรับ ซึ่งให้ความทนทานต่อรอยขีดข่วนและคุณภาพชั้นเคลือบผิวที่เสถียรค่ะ
ตัวอย่างแบรนด์เลนส์มาตรฐานระดับสากล 5 แบรนด์
-
Essilor แบรนด์จากฝรั่งเศส ใช้เทคโนโลยี Crizal Prevencia กรองแสงสีฟ้าคลื่นสั้นเฉพาะจุดพร้อมลดแสงสะท้อนรอบทิศทาง
-
HOYA แบรนด์จากญี่ปุ่น โดดเด่นด้านการเคลือบผิวเลนส์ทนทาน เช่น BlueControl ที่ช่วยลดแสงสีฟ้าสะท้อนจากหน้าจอ
-
Nikon แบรนด์จากญี่ปุ่น มีการเคลือบกรองแสงสีฟ้าตระกูล SeeCoat Blue สำหรับคนทำงานหน้าจอ
-
Rodenstock แบรนด์จากเยอรมนี มีชื่อเสียงด้านเลนส์เฉพาะบุคคลและชั้นเคลือบ Solitaire Protect Balance 2 ที่ตัดแสงสีฟ้าได้สมดุล
-
ZEISS แบรนด์จากเยอรมนี ใช้เทคโนโลยี ZEISS BlueGuard ผสมสารดูดซับแสงลงในเนื้อเลนส์ ZEISS ระบุว่าลดแสงสีฟ้าที่สะท้อนหน้าเลนส์ได้สูงสุด 50% เมื่อเปรียบเทียบกับเลนส์เคลือบกรองแสงสีฟ้าทั่วไป
เปรียบเทียบจุดเด่นแว่นกรองแสงสีฟ้า Ophtus กับแว่นสั่งตัดเฉพาะบุคคล
แว่นกรองแสงสีฟ้า Ophtus และแว่นสั่งตัดเฉพาะบุคคลมีจุดประสงค์การใช้งานต่างกัน แว่นเกมเมอร์เน้นความสบายเมื่อใส่คู่กับหูฟังครอบหัว ส่วนแว่นสั่งตัดทางการแพทย์เน้นการแก้ไขระบบการมองเห็นรายบุคคลค่ะ
แว่นตา Ophtus ออกแบบขาแว่นแบนบางเพื่อลดแรงบีบขมับเมื่อใส่หูฟังต่อเนื่องหลายชั่วโมง แต่ผู้ที่มีค่าสายตาสั้น ยาว หรือเอียงร่วมด้วย แว่นสั่งตัดเฉพาะบุคคลช่วยลดภาระการเพ่งของกล้ามเนื้อตาและลดอาการตาล้าได้ตรงจุดกว่า
| ปัจจัยการเปรียบเทียบ | แว่นกรองแสงสายเกมเมอร์ (Ophtus) | แว่นกรองแสงสีฟ้าสั่งตัดเฉพาะบุคคล |
|---|---|---|
| วัตถุประสงค์หลัก | รองรับการเล่นเกมและใส่ร่วมกับหูฟังครอบหัว | แก้ไขค่าสายตาและรองรับสรีระดวงตาเฉพาะบุคคล |
| การรองรับค่าสายตา | รุ่นสำเร็จรูปเน้นผู้มีสายตาปกติ | รองรับค่าสายตาสั้น ยาว เอียง ทุกระดับตรงตามจริง |
| การจัดวางจุดศูนย์กลาง (PD) | ใช้ค่าเฉลี่ยมาตรฐานกลางของโครงหน้า | วัดและวางตำแหน่งจุดศูนย์กลางตาดำ (PD) รายบุคคล |
| การปรับแต่งองศากรอบแว่น | กรอบสำเร็จรูปปรับแต่งดัดทรงได้จำกัด | ปรับดัดมุมเทหน้าแว่นและความโค้งให้รับกับใบหน้า |
| กลุ่มผู้ใช้งานที่เหมาะสม | เกมเมอร์ สตรีมเมอร์ หรือผู้ที่ไม่มีค่าสายตา | คนทำงานหน้าจอที่มีค่าสายตา หรือมีอาการตาล้าสะสม |
สรุปข้อคิดเห็นแว่นกรองแสงสีฟ้ายี่ห้อไหนดี Pantip จากผู้ใช้งานจริง
กระทู้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นแว่นกรองแสงสีฟ้ายี่ห้อไหนดีใน Pantip สะท้อนประสบการณ์จากผู้ใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน ข้อสังเกตหลักมี 3 ประเด็นค่ะ
ประเด็นแรกคือข้อจำกัดของแว่นสำเร็จรูปราคาประหยัด ผู้ใช้งานพบว่าแว่นสำเร็จรูปราคาหลักร้อยมักก่อให้เกิดอาการปวดศีรษะและเวียนตา เนื่องจากเนื้อเลนส์มีความบิดเบือนสูง ทั้งยังวางตำแหน่งจุดโฟกัสไม่ตรงกับตาดำของผู้สวมใส่
ประเด็นที่สองคือการทดสอบด้วยปากกาเลเซอร์ ผู้ใช้งานให้ข้อมูลว่าการใช้ปากกาเลเซอร์ยิงผ่านเลนส์เป็นเพียงการสาธิตเชิงพาณิชย์ ไม่สามารถยืนยันประสิทธิภาพการตัดคลื่นแสงสีฟ้าจากหน้าจอดิจิทัลที่มีช่วงคลื่นกว้างได้จริงค่ะ
ประเด็นที่สามคือประโยชน์ของการตัดแว่นตามมาตรฐาน ความเห็นที่พบในกระทู้ระบุว่าการทำงานหน้าจอเป็นประจำเหมาะกับการตัดแว่นกับคลินิกที่มีนักทัศนมาตรตรวจวัดสายตา ร่วมกับการเลือกใช้เลนส์แบรนด์มาตรฐานเพื่อความทนทานของชั้นเคลือบผิว
แว่นกรองแสงสีฟ้าราคาแต่ละระดับแตกต่างกันอย่างไร ?
แว่นกรองแสงสีฟ้าราคาแตกต่างกันตามโครงสร้างเลนส์ วัสดุ ชั้นเคลือบผิว และค่าสายตาเฉพาะบุคคล แบ่งได้เป็น 3 ระดับ
-
ระดับเริ่มต้น เป็นแว่นสำเร็จรูปชนิดไม่มีค่าสายตา ใช้กรอบพลาสติกมาตรฐาน เหมาะกับการสวมใส่ระยะเวลาสั้น ๆ แต่ไม่เหมาะกับการใช้ทำงานหน้าจอตลอดวัน
-
ระดับมาตรฐาน เป็นเลนส์ตัดแสงสีฟ้าชั้นเดียว (Single Vision) จากแบรนด์มาตรฐาน สั่งตัดตามค่าสายตาสั้น ยาว หรือเอียงจริง มีการวัดตำแหน่งตาดำเฉพาะบุคคล ชั้นเคลือบผิวมีความทนทานและช่วยลดแสงสะท้อน
-
ระดับโครงสร้างเฉพาะทางและโปรเกรสซีฟ กลุ่มผู้มีอายุ 40 ปีขึ้นไปที่มีสายตายาวตามวัย สามารถเพิ่มฟังก์ชันกรองแสงสีฟ้าลงในเลนส์โปรเกรสซีฟได้ คลินิกแว่นตา ORRA มีบริการเลนส์โปรเกรสซีฟจาก 5 แบรนด์ชั้นนำ ราคาเริ่มต้น 6,990 บาทต่อคู่
บริการตรวจวัดสายตาและตัดแว่นตัดแสงสีฟ้าที่ ORRA
คลินิกแว่นตา ORRA ให้บริการตรวจวัดสายตาและประกอบแว่นตัดแสงสีฟ้าตามมาตรฐานทัศนมาตรศาสตร์ เพื่อดูแลระบบการมองเห็นสำหรับผู้ทำงานหน้าจอดิจิทัล
ขั้นตอนการตรวจวัดดูแลโดยทีมนักทัศนมาตรที่มีใบอนุญาตประกอบโรคศิลปะ ตรวจประเมินค่าสายตา การทำงานของกล้ามเนื้อตาสองข้าง และตรวจคัดกรองสุขภาพตาเบื้องต้น พร้อมขั้นตอน ORRA Signature Fit™ คำนวณมุมเทหน้าแว่น ความโค้งกรอบแว่น และระยะห่างจุดกึ่งกลางตาดำอย่างละเอียด
ผู้รับบริการสามารถทดลองมองผ่านเลนส์ตัวอย่างจริงก่อนตัดสินใจ และเลือกเลนส์ได้จาก 5 แบรนด์ ได้แก่ Essilor, HOYA, Nikon, Rodenstock และ ZEISS เพื่อเลือกคุณสมบัติเลนส์ที่สบายตาและคงความเป็นธรรมชาติของสีสันค่ะ
ดูขั้นตอนการตรวจสายตา : บริการตรวจสายตาอย่างละเอียดของ ORRA
คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับแว่นกรองแสงสีฟ้า
ใส่แว่นตัดแสงสีฟ้าเป็นประจำทั้งวันมีผลข้างเคียงหรือไม่ ?
การใส่แว่นกรองแสงสีฟ้าทั้งวันไม่มีผลเสียต่อระบบดวงตา เลนส์มาตรฐานทางการแพทย์ออกแบบให้ตัดเฉพาะคลื่นแสงสีฟ้าพลังงานสูง และยังเปิดรับแสงธรรมชาติช่วงคลื่นปกติเข้าสู่ดวงตา จึงสามารถสวมใส่ทำกิจกรรมได้ตลอดวันค่ะ
เลนส์โปรเกรสซีฟสั่งเพิ่มฟังก์ชันกรองแสงสีฟ้าได้ไหม ?
เลนส์โปรเกรสซีฟสั่งเพิ่มฟังก์ชันกรองแสงสีฟ้าได้ทุกแบรนด์ชั้นนำ คุณสมบัตินี้ช่วยให้ผู้มีสายตายาวตามวัยมองเห็นคมชัดทุกระยะ ทั้งระยะไกล ระยะกลาง และระยะใกล้ ควบคู่กับการลดแสงสะท้อนจ้าจากหน้าจอดิจิทัลค่ะ
เลนส์กรองแสงมีอายุการใช้งานกี่ปี ?
แว่นกรองแสงสีฟ้ามีอายุการใช้งานเฉลี่ยประมาณ 2 – 3 ปี เมื่อชั้นเคลือบผิวเริ่มเสื่อมสภาพ มีรอยขีดข่วน หรือสารเคลือบหลุดลอก ประสิทธิภาพการลดแสงสะท้อนจะลดลง จึงเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงระยะเวลาเปลี่ยนเลนส์ใหม่ค่ะ
มีวิธีทำความสะอาดเลนส์กรองแสงอย่างไรไม่ให้สารเคลือบเสื่อมสภาพเร็ว ?
การล้างเลนส์ด้วยน้ำอุณหภูมิปกติผสมน้ำยาล้างจานเจือจางช่วยขจัดคราบไขมันได้ จากนั้นใช้ผ้าไมโครไฟเบอร์ซับให้แห้ง ข้อควรระวังคือหลีกเลี่ยงการใช้น้ำอุ่นและแอลกอฮอล์เช็ดหน้าเลนส์ เนื่องจากความร้อนและสารเคมีจะทำให้ชั้นเคลือบผิวเสื่อมสภาพค่ะ
แว่นกรองแสงสีฟ้ากับแว่นกรองแสงทั่วไปต่างกันอย่างไร ?
แว่นกรองแสงเป็นคำเรียกรวมของเลนส์ที่ช่วยลดแสงสะท้อนและแสงจ้าจากหน้าจอ ส่วนแว่นกรองแสงสีฟ้าเน้นลดแสงสีฟ้าคลื่นสั้นช่วง 400 – 455 นาโนเมตรเป็นหลัก ผู้ที่ทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ทั้งวันควรเลือกจากลักษณะงานและค่าสายตาจริง ซึ่งนักทัศนมาตรช่วยแนะนำได้หลังตรวจวัดสายตาค่ะ
ใส่แว่นกรองแสงสีฟ้าแล้วเห็นภาพอมเหลืองเล็กน้อย ผิดปกติไหม ?
ไม่ผิดปกติ เลนส์ที่ตัดแสงสีฟ้าบางส่วนจะทำให้ภาพอมโทนอุ่นเล็กน้อย โดยเฉพาะชนิดเคลือบผิวเลนส์ ผู้ที่ทำงานซึ่งต้องแยกสีแม่นยำ เช่น นักออกแบบกราฟิก ควรเลือกเลนส์ชนิดผสมสารในเนื้อเลนส์ที่ให้สีผิดเพี้ยนน้อยกว่าค่ะ
สรุป
แว่นกรองแสงสีฟ้าช่วยลดแสงสะท้อนจ้า เพิ่มความคมชัดของภาพ และช่วยให้การทำงานหน้าจอดิจิทัลสบายตาขึ้น การจัดวางจุดกึ่งกลางเลนส์ให้ตรงกับตำแหน่งตาดำ ช่วยลดภาระการเพ่งของดวงตาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สุขอนามัยของสายตายังต้องอาศัยการพักสายตาทุก 20 นาที และการกะพริบตาให้ถี่ขึ้นร่วมด้วย สำหรับผู้ที่มีอาการตาล้าสะสมหรือต้องการทดลองมองผ่านเลนส์ตัดแสง สามารถนัดหมายตรวจวัดสายตากับนักทัศนมาตรที่คลินิกแว่นตา ORRA ได้ทุกสาขาค่ะ
ข้อมูลนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการใช้งานแว่นกรองแสงสีฟ้าเพื่อถนอมสายตาเท่านั้น ไม่ใช่การวินิจฉัยทางการแพทย์หรือการรักษาโรคทางตา
การแก้ไขปัญหาสายตาและอาการตาล้าจากต้นเหตุ ต้องอาศัยการตรวจประเมินสุขภาพดวงตาอย่างละเอียดโดยนักทัศนมาตรหรือจักษุแพทย์ ส่วนผู้ที่มีอาการผิดปกติ เช่น ตาพร่ามัวเฉียบพลัน ปวดกระบอกตารุนแรง หรือเห็นภาพซ้อน แนะนำให้พบแพทย์เฉพาะทางเพื่อรับการตรวจวินิจฉัยโดยตรง
