เผยแพร่เมื่อ 26 สิงหาคม 2023 · อัปเดตล่าสุด 29 สิงหาคม 2026
คลินิกแว่นตา ORRA สรุปให้
-
เห็นภาพซ้อนสาเหตุ ส่วนหนึ่งเกิดจากปัญหากล้ามเนื้อตาอ่อนแรง ค่าสายตาเอียงที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข หรือปัญหาสายตายาวตามอายุที่ทำให้ดวงตาต้องเพ่งทำงานหนักกว่าปกติ
-
การตรวจวัดสายตาโดยนักทัศนมาตรเพื่อวิเคราะห์ระบบการเพ่งและกล้ามเนื้อตาอย่างละเอียด ช่วยแยกแยะอาการและค้นหาความผิดปกติของดวงตาได้อย่างถูกต้อง
-
การใช้โปรแกรมวิเคราะห์และออกแบบแว่นเฉพาะบุคคล ช่วยให้ได้เลนส์ที่ตรงกับโครงสร้างใบหน้าและการใช้ชีวิต ส่งผลให้การมองเห็นในระยะต่าง ๆ คมชัดขึ้น
-
การตัดเลนส์โปรเกรสซีฟที่มีคุณภาพช่วยลดอาการล้าจากการมองระยะใกล้และไกลสลับไปมา ช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อตาและเพิ่มความสบายตาตลอดทั้งวัน
อาการมองเห็นวัตถุแยกออกเป็นสองร่างจนรู้สึกมึนศีรษะและโฟกัสไม่ได้ อาจเกิดจากภาวะเห็นภาพซ้อนสาเหตุหลักมักมาจากกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง ค่าสายตาเอียง หรือสายตายาวตามอายุที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข ปัญหานี้ทำให้ดวงตาต้องเค้นพลังเพ่งทำงานหนักกว่าปกติหลายเท่าตัวจนเกิดภาพเหลื่อมซ้อนบ่อย ๆ ในชีวิตประจำวัน การปล่อยทิ้งไว้นานวันอาจส่งผลต่อการใช้ชีวิตและเกิดอาการล้าสะสมของกล้ามเนื้อรอบดวงตา
บทความนี้จาก ORRA จะบอกที่มาของตาพร่ามัวเห็นภาพซ้อน วิธีการสังเกตความผิดปกติเบื้องต้นจนถึงขั้นตอนการตรวจวิเคราะห์กล้ามเนื้อตาของระบบการเพ่ง พร้อมแนะนำเทคนิคการปรับโฟกัสด้วยเลนส์โปรเกรสซีฟร่วมกับเลนส์ปริซึมเฉพาะบุคคลเพื่อแก้อาการภาพซ้อนให้ดวงตากลับมามองเห็นได้เป็นปกติค่ะ
อาการตาพร่ามัวเห็นภาพซ้อนสาเหตุคืออะไร ?
อาการเห็นภาพซ้อนสาเหตุหลักเกิดจากการทำงานที่ผิดปกติของระบบการมองเห็น ตั้งแต่ระบบกล้ามเนื้อตาที่ไม่ประสานงานกัน ไปจนถึงความผิดปกติของค่าสายตาที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข อาการเหล่านี้มักมีต้นตอมาจากปัจจัยหลายด้าน
-
กล้ามเนื้อตาอ่อนแรง ส่งผลให้ดวงตาทั้งสองข้างไม่สามารถโฟกัสไปที่จุดเดียวกันได้ ทำให้สมองได้รับภาพที่เหลื่อมกัน
-
ค่าสายตาเอียงหรือสายตายาวตามอายุที่เพิ่มขึ้น ทำให้ดวงตาต้องเพ่งทำงานหนักกว่าปกติจนเกิดอาการล้าและเห็นภาพซ้อนชั่วคราว
-
ความเสื่อมของเลนส์ตาตามธรรมชาติหรือปัญหากระจกตาโค้งมนไม่เท่ากัน ส่งผลให้แสงหักเหไม่โฟกัสลงบนจอประสาทตาอย่างแม่นยำ
การระบุต้นตอที่แน่ชัดจำเป็นต้องผ่านการตรวจวัดสายตาโดยนักทัศนมาตร เพื่อวิเคราะห์ระบบการเพ่งและกล้ามเนื้อตาอย่างละเอียด การเลือกใช้เลนส์ที่ออกแบบโครงสร้างเฉพาะบุคคลจะช่วยชดเชยกำลังเพ่งที่สูญเสียไป ทำให้ดวงตากลับมามองเห็นภาพเดียวที่คมชัดและสบายตาตลอดวันค่ะ
เช็คอาการเห็นภาพซ้อนตาเดียวและสองตา ต่างกันยังไง ?
การสังเกตว่าอาการภาพซ้อนเกิดขึ้นเมื่อมองด้วยตาข้างเดียวหรือต้องลืมตาทั้งสองข้างพร้อมกันเป็นกุญแจสำคัญในการระบุกลุ่มโรค เนื่องจากกลไกการเกิดโรคมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง การแยกแยะลักษณะของอาการช่วยให้สามารถประเมินเบื้องต้นได้ว่าปัญหาเกิดจากตัวโครงสร้างของดวงตาข้างนั้น ๆ หรือเกิดจากระบบประสาทและกล้ามเนื้อตาที่ควบคุมการทำงานประสานกันของตาทั้งสองข้าง
การเข้าใจความต่างในตารางด้านล่างจะช่วยให้ประเมินทิศทางการดูแลรักษาได้ถูกวิธี โดยเฉพาะในกลุ่มภาพซ้อนสองตาที่มักเกี่ยวพันกับระบบประสาทตาโดยตรงค่ะ
| ลักษณะอาการ | ภาพซ้อนตาเดียว (Monocular Diplopia) | ภาพซ้อนสองตา (Binocular Diplopia) |
|---|---|---|
| การเกิดอาการ | ปิดตาข้างที่ดีแล้วมองด้วยตาข้างที่มีปัญหา ก็ยังคงเห็นภาพซ้อนอยู่ | อาการภาพซ้อนจะหายไปทันทีเมื่อทดลองปิดตาข้างใดข้างหนึ่ง |
| สาเหตุหลัก | ความผิดปกติของโครงสร้างดวงตา เช่น กระจกตาโก่ง ต้อกระจก หรือสายตาเอียงมาก | กล้ามเนื้อควบคุมการเคลื่อนไหวของลูกตาทำงานไม่ประสานกัน หรือเส้นประสาทสมองคู่ที่ควบคุมกล้ามเนื้อตาผิดปกติ |
| ลักษณะภาพที่เห็น | ภาพที่สองมักจะซ้อนเหลื่อมจาง ๆ อยู่ใกล้กับภาพหลัก | ภาพสองภาพแยกออกจากกันอย่างชัดเจน อาจเป็นในแนวราบหรือแนวดิ่ง |
วิธีแยกแยะอาการตาพร่ามัวภาพซ้อนเบื้องต้นด้วยตัวเอง
การแยกแยะอาการตาพร่ามัวกับภาพซ้อนด้วยตัวเอง ทำได้ด้วยการทดสอบปิดตาทีละข้างขณะเพ่งมองวัตถุชิ้นเดียวในระยะใช้งานปกติค่ะ วิธีนี้ช่วยระบุเบื้องต้นว่าการเห็นภาพซ้อนสาเหตุมาจากระบบกล้ามเนื้อตาหรือโครงสร้างดวงตา
-
เลือกวัตถุที่มีขอบชัดเจน เช่น ตัวเลขบนปฏิทินตั้งโต๊ะ แล้วใช้มือบังตาขวาเพื่อมองด้วยตาซ้ายเพียงข้างเดียว
-
สลับมาใช้มือบังตาซ้ายเพื่อมองด้วยตาขวาเพียงข้างเดียว สังเกตว่าความมัวหรือการซ้อนของภาพยังคงอยู่หรือไม่
-
ตรวจเช็คว่าเมื่อมองด้วยตาทั้งสองข้างพร้อมกัน ภาพที่เห็นแยกออกเป็นสองภาพในแนวตั้ง แนวขวาง หรือแนวเฉียง
ถ้าอาการภาพซ้อนหายไปเมื่อปิดตาข้างใดข้างหนึ่ง มักเกิดจากความผิดปกติของกล้ามเนื้อตาที่ทำงานไม่ประสานกัน แต่ถ้าปิดตาแล้วยังเห็นภาพซ้อนในตาข้างเดิม ปัญหาอาจอยู่ที่กระจกตาหรือเลนส์ตาขุ่นมัว การจดบันทึกทิศทางของภาพที่ซ้อนกันจะช่วยให้นักทัศนมาตรวิเคราะห์ปัญหาระหว่างตรวจวัดสายตาได้ไว
เห็นภาพซ้อนสาเหตุจากสายตาเอียง เกิดจากอะไร ?
อาการเห็นภาพซ้อนสาเหตุหลักมาจากความโค้งของกระจกตาหรือเลนส์ตาไม่เรียบเนียนสม่ำเสมอในทุกแนวแกน ส่งผลให้แสงที่ผ่านเข้าสู่ดวงตาหักเหไปยังจุดต่าง ๆ บนจอประสาทตาแทนที่จะรวมเป็นจุดเดียว ภาวะนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบการรวมแสงทำให้เกิดจุดโฟกัสมากกว่าหนึ่งจุดบนจอตา
ลักษณะที่พบคือภาพจะมีเงาซ้อนบาง ๆ เหลื่อมออกไปจากตัววัตถุจริง ทั้งการมองตัวหนังสือบนหน้าจอมือถือหรือป้ายบอกทางริมถนน คนที่มีอาการนี้มักจะเกิดความล้าสะสมบริเวณรอบดวงตาเนื่องจากการเพ่งมองตลอดวัน โดยเฉพาะกลุ่มที่มีค่าสายตาเอียงตั้งแต่ 1.00 ไดออปเตอร์ขึ้นไปจะเริ่มสังเกตเห็นไฟท้ายรถยนต์บนถนนยืดออกเป็นเส้นแนวยาวอย่างชัดเจนในช่วงค่ำค่ะ
ทำไมคนสายตาเอียงถึงมองเห็นเงาซ้อน และอาการตาพร่ามัวมองภาพซ้อน
การมองเห็นเงาซ้อนและตาพร่ามัวมีเห็นภาพซ้อนสาเหตุจากกระจกตาหรือเลนส์ตามีความโค้งไม่เท่ากันในแต่ละแนวแกน ทำให้แสงที่ผ่านเข้ามาหักเหสะท้อนไปยังหลายจุดบนจอตาพร้อมกัน
-
แสงหักเหตกกระทบหลายตำแหน่ง ความไม่สม่ำเสมอของพื้นผิวตาทำให้เกิดจุดโฟกัสมากกว่าหนึ่งจุด ภาพที่ส่งไปยังสมองจึงมีลักษณะเป็นเงาซ้อนทับเหลื่อมกันรอบวัตถุจริง
-
การทำงานหนักของกล้ามเนื้อตา ดวงตาต้องเพ่งปรับโฟกัสเพื่อชดเชยความเบลอตลอดทั้งวัน ส่งผลให้เกิดอาการล้าสะสมและปวดกระบอกตาหลังจากเพ่งมองหน้าจอนานติดต่อกันเกิน 30 นาที
-
แสงกระจายในที่มืด รูม่านตาที่ขยายออกในเวลากลางคืนทำให้แสงผ่านเข้ากระจกตาในแกนที่เอียงมากขึ้น ผู้มีอาการนี้จึงสังเกตเห็นไฟท้ายรถยนต์ยืดเป็นเส้นสายยาวชัดเจนเมื่อขับรถช่วงค่ำ
รูปแบบภาวะภาพซ้อนจากสายตาเอียง
ภาวะเห็นภาพซ้อนสาเหตุหลักมาจากความโค้งของกระจกตาในแต่ละแนวแกนไม่เท่ากัน ส่งผลให้แสงหักเหไปตกกระทบที่จอประสาทตามากกว่าหนึ่งจุด ซึ่งแบ่งออกเป็นสามรูปแบบตามความผิดปกติของสายตาที่เกิดขึ้นร่วมกัน
-
สายตาเอียงร่วมกับสายตาสั้น แสงหักเหตกก่อนจอประสาทตาทั้งสองแกนแต่คนละระยะ จุดโฟกัสที่คลาดเคลื่อนทำให้เกิดเงาซ้อนสีเทา ๆ ยื่นออกจากวัตถุหลักโดยเฉพาะเวลามองตัวอักษรสีขาวบนพื้นหลังสีเข้มในระยะไกล
-
สายตาเอียงร่วมกับสายตายาว แสงเดินทางไปโฟกัสหลังจอประสาทตา ส่งผลให้กล้ามเนื้อตาทำงานหนักจากการเพ่งเพื่อปรับโฟกัสตลอดเวลาจนล้าสะสมและมองเห็นภาพแยกเป็นสองภาพ
-
สายตาเอียงแบบผสม แสงตกกระทบทั้งก่อนและหลังจอประสาทตาพร้อมกัน ทำให้การรับภาพบิดเบี้ยวและเห็นเงาซ้อนทับกันในทุกระยะการมองเห็นไม่ว่าจะกลางวันหรือกลางคืน
อาการเห็นภาพซ้อนสาเหตุอื่น ๆ นอกจากปัญหาสายตาเอียงมีอะไรบ้าง ?
อาการเห็นภาพซ้อนสาเหตุอื่น ๆ นอกจากปัญหาสายตาเอียงมักเกิดขึ้นจากความผิดปกติทางโครงสร้างกายภาพภายในลูกตา และความบกพร่องของระบบสั่งการที่ควบคุมดวงตาทั้งสองข้าง ความผิดปกติในส่วนเหล่านี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการหักเหแสงและการส่งสัญญาณภาพไปยังสมอง ทำให้เกิดการรับภาพที่เหลื่อมซ้อนกันค่ะ
สาเหตุจากโรคตาและกระจกตา
อาการเห็นภาพซ้อนสาเหตุมาจากความผิดปกติของโครงสร้างกระจกตาและเลนส์ตาที่สูญเสียความเรียบเนียนในการหักเหแสง เมื่อเลนส์แก้วตาขุ่นมัวจากภาวะต้อกระจก แสงที่ผ่านเข้ามาจะกระเจิงออกไปหลายทิศทาง ทำให้จอรับภาพเห็นเป็นภาพซ้อนทับกัน เช่นเดียวกับโรคกระจกตาโก่งที่มีลักษณะโก่งตัวเป็นทรงกรวย ส่งผลให้ผิวสัมผัสหน้าตาไม่โค้งมนจนเกิดการบิดเบือนของแสงอย่างรุนแรง
สำหรับคนที่มีภาวะตาแห้งรุนแรง น้ำตาที่เคลือบผิวตาจะไม่สม่ำเสมอ ผิวตาแห้งขรุขระจนรบกวนการเดินทางของแสงผ่านกระจกตาเข้าสู่ภายในดวงตา ส่งผลให้มองเห็นภาพซ้อนชั่วคราวขณะกะพริบตาหรือเพ่งมองจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน การตรวจวิเคราะห์ด้วยเครื่องมือสแกนผิวกระจกตาโดยนักทัศนมาตรจะช่วยระบุความผิดปกติเพื่อการแก้ไขที่ถูกวิธีค่ะ
สาเหตุจากปัญหากล้ามเนื้อตา ระบบประสาท และสมอง
เห็นภาพซ้อนสาเหตุหลักส่วนหนึ่งเกิดจากความผิดปกติของกล้ามเนื้อตาที่ทำงานไม่ประสานกัน ส่งผลให้ดวงตาทั้งสองข้างไม่สามารถจับโฟกัสที่จุดเดียวกันได้ ภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง หรืออาการตาเขซ่อนเร้น มักทำให้เกิดภาพซ้อนในแนวตั้งหรือแนวนอนเมื่อเหนื่อยล้าจากการเพ่งมองระยะใกล้เป็นเวลานาน ระบบประสาทที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของดวงตาก็มีบทบาทสำคัญ ถ้าเส้นประสาทสมองคู่ที่ 3 4 หรือ 6 เกิดการอักเสบหรือถูกกดทับ จะส่งผลให้การส่งสัญญาณไปสั่งการกล้ามเนื้อตาหยุดชะงักลงชั่วคราว
ความผิดปกติในสมอง เช่น อาการสมองขาดเลือดเฉพาะจุด หรือมีเนื้องอกไปกดทับเส้นประสาทควบคุมการมองเห็น ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นให้เกิดภาพซ้อนแบบเฉียบพลัน สัญญาณเหล่านี้มักแสดงออกร่วมกับอาการเปลือกตาตก รูม่านตาขยายไม่เท่ากัน หรือสูญเสียการทรงตัว การตรวจประเมินดวงตาโดยนักทัศนมาตรจะช่วยจำแนกได้ว่าปัญหานั้นเกิดจากค่าสายตาสองตาไม่เท่ากัน หรือมีความจำเป็นต้องส่งต่อแพทย์เพื่อตรวจสแกนสมองอย่างละเอียดด้วยวิธี MRI หรือ CT scan ค่ะ
อาการตาพร่ามัวเห็นภาพซ้อนแบบไหนที่ต้องรีบพบแพทย์ ?
อาการตาพร่ามัวและเห็นภาพซ้อนที่ต้องพบแพทย์ทันที คืออาการที่เกิดขึ้นร่วมกับสัญญาณเตือนทางระบบประสาทหรือเกิดขึ้นหลังได้รับอุบัติเหตุที่ศีรษะ การทำความเข้าใจเรื่องเห็นภาพซ้อนสาเหตุที่อาจเกี่ยวข้องกับเส้นประสาทสมองคู่ที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของลูกตา จะช่วยให้ผู้ป่วยประเมินความรุนแรงและเข้ารับการรักษาได้ทันท่วงที สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องเข้ารับการรักษาทันทีประกอบด้วยอาการเหล่านี้
-
มีอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรงร่วมด้วย
-
หนังตาตก มุมปากเบี้ยว หรือพูดไม่ชัด
-
มีอาการแขนขาอ่อนแรงซีกใดซีกหนึ่ง
-
อาการเกิดขึ้นหลังการกระทบกระเทือนที่บริเวณศีรษะ
ถ้าพบอาการเหล่านี้ร่วมกับการมองเห็นที่เปลี่ยนไป ควรรีบเดินทางไปห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลทันทีเพื่อตรวจเช็คอย่างละเอียด การละเลยสัญญาณเตือนเหล่านี้อาจทำให้เกิดความเสียหายต่อเส้นประสาทตาถาวร หรือส่งผลกระทบต่อระบบการทำงานอื่นของร่างกายจนเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ค่ะ
แนวทางการตรวจวินิจฉัยและรักษาอาการตาพร่ามัวมองภาพซ้อน
การตรวจวินิจฉัยอาการตาพร่ามัวและมองเห็นภาพซ้อน ต้องเริ่มต้นจากการแยกแยะลักษณะอาการเพื่อค้นหาต้นตอที่แน่ชัด การทำความเข้าใจว่าเห็นภาพซ้อนสาเหตุมาจากปัญหาทางสายตา กล้ามเนื้อตา หรือระบบประสาท จะช่วยให้กำหนดแนวทางการตรวจรักษาได้อย่างถูกต้อง กระบวนการนี้ครอบคลุมตั้งแต่การตรวจวัดโครงสร้างดวงตาไปจนถึงการประเมินการทำงานของสมองร่วมกับจักษุแพทย์และนักทัศนมาตรค่ะ
การตรวจวัดค่าสายตา ความโค้งกระจกตา และการรักษาทางการแพทย์
อาการเห็นภาพซ้อนสาเหตุหลักเกิดจากระบบการหักเหแสงของดวงตาไม่สอดคล้องกัน โดยเฉพาะความบิดเบี้ยวของรูปทรงกระจกตาที่เกิดจากปัจจัยต่าง ๆ การประเมินโครงสร้างด้วยเครื่องมือตรวจวัดความโค้งกระจกตาเฉพาะทาง ช่วยจำลองแผนที่พื้นผิวกระจกตาแบบสามมิติอย่างแม่นยำ ขั้นตอนนี้ช่วยให้ตรวจพบปัญหาสายตาเอียงซ่อนเร้นหรือภาวะโรคกระจกตาโก่งตัวได้ไว
ถ้าตรวจพบว่าภาพซ้อนเกิดจากโรคกระจกตาโก่งตัว จักษุแพทย์จะวางแผนรักษาโดยเริ่มจากการใช้คอนแทคเลนส์ชนิดแข็งผ่านแก๊สเพื่อปรับรูปทรงกระจกตาชั่วคราว หากอาการรุนแรงขึ้นจะใช้วิธีฉายรังสีอัลตราไวโอเลตเอร่วมกับตัวยาไรโบฟลาวินเพื่อกระตุ้นคอลลาเจนให้กระจกตาแข็งแรงขึ้น ส่วนรายที่ผิวกระจกตาเสียหายหนักจะรักษาด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนกระจกตาเพื่อคืนประสิทธิภาพการมองเห็น
แก้ปัญหาภาพซ้อนจากสายตาเอียง ด้วยเลนส์โปรเกรสซีฟเฉพาะบุคคลที่ ORRA
การแก้ไขภาพซ้อนจากสายตาเอียงและกล้ามเนื้อตาทำงานไม่ประสานกัน ทำได้โดยการใช้เลนส์ปริซึมร่วมกับเลนส์โปรเกรสซีฟที่ออกแบบโครงสร้างเฉพาะบุคคล ปัญหาการเห็นภาพซ้อนสาเหตุหลักเกิดจากแสงหักเหไม่โฟกัสที่จุดเดียวบนจอประสาทตา หรือดวงตาทั้งสองข้างไม่สามารถรวมภาพเป็นภาพเดียวได้ ส่งผลให้สมองได้รับภาพเหลื่อมกันจนเกิดอาการมึนศีรษะและอ่อนล้าจากการเพ่งดวงตาตลอดวัน
ทีมนักทัศนมาตรที่ ORRA ตรวจวัดค่าสายตาอย่างละเอียดเพื่อวิเคราะห์มุมการหักเหของแสงและการทำงานของกล้ามเนื้อตาทั้ง 6 มัดอย่างแม่นยำ การฝนเลนส์ปริซึมช่วยเบี่ยงทิศทางแสงให้ตกลงตรงจุดรับภาพของตาทั้งสองข้างพร้อมกัน ส่วนเลนส์โปรเกรสซีฟช่วยปรับโฟกัสให้คมชัดทุกระยะทั้งใกล้ กลาง และไกล วิธีนี้ช่วยลดภาระการเพ่งของกล้ามเนื้อตาลงทันที ทำให้มองเห็นภาพเดี่ยวที่คมชัดสบายตาตลอดการอ่านหนังสือและการขับรถค่ะ
ลองทดสอบสายตาเอียงด้วยตัวเอง : วิธีทดสอบสายตาเอียง
FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับปัญหาเห็นภาพซ้อน
เล่นโทรศัพท์มือถือเป็นเวลานานแล้วเห็นภาพซ้อน เกิดจากอะไร ?
การจ้องหน้าจอโทรศัพท์มือถือเป็นเวลานานแล้วมองเห็นภาพซ้อนเกิดจากการเพ่งล้าสะสมของกล้ามเนื้อตาจนสูญเสียความสามารถในการควบคุมดวงตาให้มองเป็นภาพเดียวชั่วคราว เมื่อเราจดจ่ออยู่กับจอระยะใกล้ติดต่อกันหลายชั่วโมง กล้ามเนื้อตาที่คอยดึงลูกตาเข้าหากันจะทำงานหนักจนอ่อนแรงลง
อาการเห็นภาพซ้อนสาเหตุยังเกี่ยวเนื่องกับภาวะตาแห้งรุนแรงเนื่องจากอัตราการกระพริบตาลดลงมากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ ส่งผลให้น้ำตาเคลือบกระจกตาไม่สม่ำเสมอ แสงจึงหักเหผิดเพี้ยนไปจากเดิม
ถ้าปรับพฤติกรรมแล้วยังไม่ดีขึ้น อาจมีปัญหาสายตายาวตามอายุแฝงอยู่ การตรวจประเมินระบบการมองเห็นโดยนักทัศนมาตรเพื่อออกแบบเลนส์โปรเกรสซีฟเฉพาะบุคคล จะช่วยลดภาระการทำงานของกล้ามเนื้อตาในการรวมแสงได้อย่างแม่นยำค่ะ
มองเห็นภาพซ้อนระยะไกล เกิดจากปัญหาระดับสายตาเอียงใช่ไหม ?
อาการมองเห็นภาพซ้อนระยะไกลมีสาเหตุหลักมาจาก สายตาเอียง ที่ส่งผลให้กระจกตาหรือเลนส์ตามีความโค้งไม่เท่ากันในแต่ละแนวแกน การหักเหของแสงที่ผ่านเข้ามาจึงกระจายตัวไปยังหลายจุดบนจอประสาทตาแทนที่จะรวมเป็นจุดเดียว คุณจึงมองเห็นวัตถุในระยะไกลมีเงาซ้อนทับกันหรือขอบวัตถุพร่ามัว การปล่อยทิ้งไว้จะกระตุ้นให้กล้ามเนื้อดวงตาเพ่งทำงานหนักสะสมตลอดวัน
การเห็นภาพซ้อนสาเหตุยังพบได้จากภาวะสายตาสั้นระดับสูง หรือความบกพร่องของกล้ามเนื้อตาที่ส่งผลให้ลูกตาสองข้างทำงานไม่ประสานกัน การเข้ารับการตรวจวัดสายตาและวิเคราะห์ระบบการมองเห็นสองตาโดยนักทัศนมาตรช่วยแยกแยะปัญหานี้ได้ชัดเจน แนวทางการแก้ไขทำได้ด้วยการใช้เลนส์สายตาเฉพาะบุคคลที่คำนวณ ค่าปริซึม หรือองศาแกนเอียงของดวงตาแต่ละข้าง
ขับรถตอนกลางคืนแล้วเห็นแสงไฟกระจายเป็นภาพซ้อน เกิดจากสายตาเอียงใช่หรือไม่ ?
อาการมองเห็นแสงไฟหน้ารถหรือไฟทางฟุ้งกระจาย บิดเบี้ยว และมีลักษณะซ้อนกันขณะขับรถตอนกลางคืนมีสาเหตุหลักมาจากสายตาเอียงที่เกิดจากความโค้งของกระจกตาในแต่ละแนวไม่เท่ากัน ส่งผลให้แสงที่ผ่านเข้ามาไม่สามารถรวมโฟกัสเป็นจุดเดียวบนจอประสาทตาได้ แสงจึงกระจายตัวออกไปตามทิศทางความเอียงของดวงตา
การเห็นภาพซ้อนสาเหตุยังเชื่อมโยงกับสภาวะตาแห้ง ต้อกระจกเริ่มต้น หรือความคลาดเคลื่อนของค่าแว่นตาที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ช่วงค่ำรูม่านตาจะขยายกว้างขึ้นตามธรรมชาติเพื่อรับแสงเพิ่มขึ้น ความคลาดเคลื่อนของแสงผ่านกระจกตาจึงแสดงออกมาเด่นชัดกว่าปกติ การเข้าตรวจวัดค่าสายตาอย่างละเอียดจะช่วยแก้ไขจุดนี้ด้วยเลนส์ที่ชดเชยค่าสายตาได้ถูกต้องค่ะ
ต้องมีค่าสายตาเอียงเท่าไหร่ถึงจะเริ่มมีอาการตาพร่ามัวมองภาพซ้อน ?
อาการตาพร่ามัวและมองเห็นภาพซ้อนมักจะเริ่มแสดงอาการอย่างชัดเจนเมื่อมีค่าสายตาเอียงตั้งแต่ 0.75 ไดออปเตอร์ ขึ้นไป แม้ผู้ที่มีค่าสายตาเอียงระดับต่ำเพียง 0.25 ถึง 0.50 จะยังมองเห็นได้ปกติ แต่อาจรู้สึกล้าตาได้ง่ายเมื่อต้องใช้สายตาเพ่งมองสิ่งของระยะใกล้เป็นเวลานาน
สำหรับคนที่มีค่าสายตาเอียงตั้งแต่ 1.50 ไดออปเตอร์ ขึ้นไป รูปร่างที่บิดเบี้ยวของกระจกตาจะทำให้แสงหักเหผิดจุดจนเกิดการเห็นภาพซ้อนสาเหตุจากความโค้งของกระจกตาที่ไม่เท่ากันในแต่ละแนวแกน ส่งผลให้ดวงตาต้องเพ่งปรับโฟกัสอยู่ตลอดเวลาจนเกิดอาการปวดกระบอกตาและปวดศีรษะบริเวณขมับร่วมด้วย การสวมแว่นสายตาที่ชดเชยค่าองศาเอียงอย่างถูกต้องจากการตรวจด้วยระบบดิจิทัลจึงเป็นวิธีจัดการปัญหาที่เหมาะสมค่ะ
อยู่ ๆ ก็มีอาการตาพร่ามัวเห็นภาพซ้อนขึ้นมาอย่างฉับพลัน อันตรายไหม ?
อาการตาพร่ามัวและมองเห็นภาพซ้อนที่เกิดขึ้นทันทีจัดเป็นสัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบจักษุแพทย์เพื่อตรวจรักษาอย่างเร่งด่วนที่สุด เพราะอาการนี้มักบอกถึงโรคทางสมองหรือระบบประสาทที่รุนแรง เช่น เส้นเลือดในสมองตีบ หรือความดันในกะโหลกศีรษะสูงขึ้น การปล่อยทิ้งไว้นานเกินไปอาจนำไปสู่การสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวร
ถ้าจำแนกตามหลักจักษุวิทยา สำหรับการเห็นภาพซ้อนสาเหตุหลักมักเกิดจากความผิดปกติของกล้ามเนื้อตาที่ทำงานไม่ประสานกัน หรือปัญหาสายตาเอียงที่ไม่ได้แก้ไขด้วยเลนส์ที่ถูกต้อง การทดสอบเบื้องต้นทำได้โดยการลองปิดตาทีละข้าง หากปิดตาข้างหนึ่งแล้วภาพซ้อนหายไป มักเกิดจากเส้นประสาทสมองคู่ที่ 3 4 หรือ 6 ทำงานบกพร่อง ซึ่งจักษุแพทย์มักส่งตรวจละเอียดด้วยการสแกนสมองอย่างเร่งด่วนเพื่อวินิจฉัยรอยโรค
สายตาเอียงจนเห็นภาพซ้อน สามารถใส่คอนแทคเลนส์แทนการตัดแว่นได้ไหม ?
คุณสามารถสวมใส่คอนแทคเลนส์เพื่อแก้ไขอาการเห็นภาพซ้อนจากสายตาเอียงแทนการตัดแว่นได้ โดยต้องเลือกใช้เลนส์สัมผัสเฉพาะสำหรับสายตาเอียงที่ช่วยควบคุมตำแหน่งเลนส์ไม่ให้หมุนเอียงไปมาขณะกะพริบตา
คนที่มีอาการตาแห้งรุนแรงหรือจำเป็นต้องทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ติดต่อกันนานเกิน 8 ชั่วโมงต่อวัน อาจเผชิญปัญหาตาแดงและระคายเคืองจากการใส่เลนส์สัมผัสเป็นเวลานาน
การสลับมาสวมแว่นสายตาที่ผ่านการตรวจวัดจากนักทัศนมาตร จะช่วยลดความล้าและบรรเทาอาการเห็นภาพซ้อนสาเหตุจากการเพ่งของกล้ามเนื้อตาได้ดีกว่า โดยเฉพาะผู้ที่มีค่าสายตาเอียงสูงกว่า 1.50 ไดออปเตอร์
อาการเห็นภาพซ้อนสามารถรักษาให้หายขาดได้ไหม ?
อาการเห็นภาพซ้อนสามารถรักษาให้กลับมาเป็นปกติได้ถ้าได้รับการแก้ไขที่ต้นเหตุ การตรวจประเมินว่าเห็นภาพซ้อนสาเหตุเกิดจากอะไรเป็นขั้นตอนสำคัญในการเลือกวิธีรักษาที่ถูกต้อง ถ้าเกิดจากปัญหากล้ามเนื้อตาอ่อนล้าหรือค่าสายตาเอียง การใช้เลนส์ปริซึมที่ออกแบบเฉพาะบุคคล จะช่วยดึงภาพสองภาพให้กลับมารวมกันเป็นภาพเดียวเพื่อลดอาการเพ่งเล็งได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สำหรับกลุ่มที่เกิดจากโรคทางระบบประสาทหรือภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน การปรับพฤติกรรมควบคู่กับการควบคุมโรคต้นเหตุจะช่วยให้อาการดีขึ้นตามลำดับ ผู้ป่วยบางรายอาจใช้เวลาฟื้นฟูระบบประสาทตาประมาณ 3 ถึง 6 เดือน โดยแพทย์อาจแนะนำวิธีปิดตาทีละข้างสลับกันในระหว่างวัน เพื่อกระตุ้นการทำงานของกล้ามเนื้อตาให้กลับมาประสานกันอีกครั้งค่ะ
สรุป
อาการ เห็นภาพซ้อนสาเหตุ เกิดได้จากหลายปัจจัย ตั้งแต่ปัญหากล้ามเนื้อตาทำงานไม่ประสานกัน ความผิดปกติของระบบประสาท จนถึงปัญหาสายตาเอียงหรือสายตายาวตามอายุ การแยกแยะประเภท ของภาพซ้อนว่าเกิดขณะเปิดตาข้างเดียวหรือสองข้าง จะช่วยให้ระบุความผิดปกติและรับการรักษาได้ทันเวลา
ถ้าเริ่มมีอาการมองไม่คมชัด แนะนำให้เข้า ตรวจวิเคราะห์การมองเห็น กับนักทัศนมาตร เพื่อตรวจสอบโครงสร้างสายตาอย่างละเอียด และรับคำแนะนำในการเลือกใช้ เลนส์โปรเกรสซีฟ ที่ช่วยคืนความคมชัดในทุก ๆ ระยะ เพื่อความปลอดภัยในการใช้ชีวิตประจำวัน
