เผยแพร่เมื่อ 2 ตุลาคม 2026
คลินิกแว่นตา ORRA สรุปให้
-
รูม่านตาขยาย คือภาวะที่ช่องรับแสงกลางม่านตามีขนาดกว้างกว่า 4 มิลลิเมตรในสภาพแสงสว่าง ส่งผลให้แสงเข้าสู่ดวงตามากผิดปกติ เกิดอาการตาพร่ามัว แพ้แสง และมองใกล้ไม่ชัดเจน
-
รูม่านตาทำหน้าที่เป็นม่านรับแสง (Aperture) ปรับเปลี่ยนขนาดตั้งแต่ 2-8 มิลลิเมตร ผ่านการทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติ เพื่อคุมปริมาณแสงที่ส่องไปยังจอประสาทตาและเพิ่มระยะชัดลึกของภาพ
-
สาเหตุของรูม่านตาขยายเกิดได้จากการอยู่ในที่มืด อารมณ์ตกใจหรือตื่นเต้น การใช้ยาหยอดตาขยายม่านตา ยาแก้แพ้ สารเสพติด ไปจนถึงรอยโรคทางระบบประสาทและอุบัติเหตุกระทบกระแทกที่ดวงตา
-
การสวมแว่นกันแดดที่กันรังสี UV400 เมื่อต้องออกกลางแจ้ง เลี่ยงการขับขี่ขณะรูม่านตายังไม่หดกลับ และรีบพบแพทย์ทันทีหากมีอาการปวดศีรษะรุนแรง คลื่นไส้ หรือรูม่านตาขยายเพียงข้างเดียว
ภาวะรูม่านตาขยาย เป็นกลไกธรรมชาติของร่างกายที่ตอบสนองต่อสภาวะแวดล้อมและอารมณ์ แต่ในบางกรณีก็อาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคทางตาหรือความผิดปกติภายในระบบประสาท รวมถึงผลข้างเคียงจากการใช้ยาบางชนิด
บทความนี้จาก ORRA จะอธิบายว่ารูม่านตาทำหน้าที่อะไรในระบบการมองเห็น กลไกที่ทำให้รูม่านตาขยาย อาการที่พบได้ สาเหตุทั่วไปและสาเหตุทางการแพทย์ พร้อมวิธีปฏิบัติตัวที่ถูกต้องเมื่อเกิดภาวะนี้ เพื่อการดูแลสุขภาพดวงตาอย่างถูกวิธีค่ะ
รูม่านตาคืออะไร และรูม่านตาทำหน้าที่อะไรในระบบการมองเห็น ?
รูม่านตา (Pupil) คือช่องกลมสีดำที่อยู่บริเวณกึ่งกลางของม่านตา (Iris) แท้จริงแล้วรูม่านตาไม่ใช่โครงสร้างเนื้อเยื่อทึบ แต่เป็นช่องเปิดที่ยอมให้แสงจากภายนอกเดินทางผ่านเข้าสู่เลนส์ตาและส่งต่อไปยังจอประสาทตา (Retina) สาเหตุที่มองเห็นเป็นสีดำเนื่องจากเนื้อเยื่อภายในลูกตามีการดูดซับแสงเกือบทั้งหมดไว้
รูม่านตาทำหน้าที่อะไร ?
หน้าที่หลักของรูม่านตาคล้ายรูรับแสง (Aperture) ของกล้องถ่ายรูป มีบทบาทสำคัญต่อคุณภาพการมองเห็น 3 อย่างดังนี้ค่ะ
-
ควบคุมปริมาณแสงเข้าสู่ดวงตา ปรับขนาดให้เล็กลงเหลือประมาณ 2-4 มม. เมื่ออยู่ในที่สว่างจ้า (Photopic) เพื่อปกป้องเซลล์จอประสาทตา และขยายกว้างขึ้นเป็น 4-8 มม. ในที่มืดหรือแสงสลัว (Scotopic) เพื่อรับแสงให้มองเห็นได้ชัดเจนที่สุด
-
เพิ่มระยะชัดลึกของการมองเห็น (Depth of Field) เมื่อรูม่านตาหดตัวเล็กลง จะช่วยลดความคลาดเคลื่อนของแสง (Optical Aberrations) ส่งผลให้ภาพที่มองเห็นมีความคมชัดและมีระยะชัดลึกมากขึ้น
-
ทำงานประสานกับการเพ่งมองใกล้ (Near Reflex) เมื่อเราเปลี่ยนโฟกัสมามองวัตถุในระยะใกล้ รูม่านตาจะหดตัวลงเองพร้อมกับการเพ่งของเลนส์ตาและการดึงเข้าหากันของตาทั้งสองข้าง (Convergence)
รูม่านตาขยาย คืออะไร และมีกลไกการทำงานอย่างไร ?
รูม่านตาขยาย (Mydriasis) คือภาวะที่รูม่านตามีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางกว้างกว่าปกติ ถ้าอยู่ในสภาวะแสงสว่างปกติแล้วรูม่านตายังกว้างกว่า 4-5 มิลลิเมตร หรือไม่ตอบสนองต่อแสงไฟ ถือว่าเกิดภาวะรูม่านตาขยายผิดปกติค่ะ
กลไกการควบคุมขนาดของรูม่านตาเป็นการทำงานร่วมกันของกล้ามเนื้อเรียบ 2 มัดบนม่านตา ซึ่งระบบประสาทอัตโนมัติเป็นตัวควบคุม (Autonomic Nervous System)
-
ระบบประสาทซิมพาเทติก (Sympathetic System) ทำหน้าที่สั่งการให้กล้ามเนื้อขยายม่านตา (Iris Dilator Muscle) ดึงรั้งตัวออก ส่งผลให้รูม่านตาเปิดกว้างขึ้นเมื่ออยู่ในที่มืด หรือเมื่อร่างกายเข้าสู่ภาวะตื่นตัว สู้หรือหนี (Fight or Flight Response)
-
ระบบประสาทพาราซิมพาเทติก (Parasympathetic System) ทำหน้าที่สั่งการให้กล้ามเนื้อหูรูดม่านตา (Iris Sphincter Muscle) บีบตัวเพื่อลดขนาดรูม่านตาเมื่อมีแสงสว่างส่องเข้ามา
เมื่อเกิดความไม่สมดุลของระบบประสาททั้งสอง หรือมีสารเคมีเข้ามาขัดขวางการทำงานของกล้ามเนื้อหูรูด จะส่งผลให้รูม่านตาค้างอยู่ในสภาวะขยายตัวตลอดเวลา
อาการที่พบได้บ่อยเมื่อเกิดภาวะรูม่านตาขยาย
เมื่อรูม่านตาเปิดกว้างผิดปกติ แสงจะส่องผ่านเข้าสู่ดวงตาในปริมาณที่มากเกินความจำเป็น ผู้ที่มีภาวะรูม่านตาขยายมักพบอาการดังนี้
-
ตาพร่ามัว (Blurred Vision) โดยเฉพาะการมองในระยะใกล้และการอ่านหนังสือ เนื่องจากกลไกการเพ่งมองใกล้หยุดชะงัก
-
ตาแพ้แสงและสู้แสงไม่ได้ (Photophobia) รู้สึกเคืองตา แสบตา หรือต้องหยีตาเมื่ออยู่ในที่แจ้งหรือห้องที่มีแสงสว่างจ้า ซึ่งวิธีแก้อาการตาไม่สู้แสงจะต่างกันตามสาเหตุ
-
มองเห็นแสงกระจายรอบดวงไฟ (Glare & Halos) แสงที่เข้าสู่ขอบเลนส์ตามากเกินไปทำให้เกิดแสงฟุ้งกระจายในเวลากลางคืน และรบกวนการขับรถกลางคืนเป็นพิเศษ
-
ปวดศีรษะหรือปวดกระบอกตา เกิดจากการพยายามหรี่ตาหรือเกร็งกล้ามเนื้อรอบดวงตาเพื่อชดเชยการรับแสง
-
กะระยะทางผิดพลาด ความชัดลึกของภาพลดลง ส่งผลต่อความแม่นยำในการเดินขึ้นลงบันไดหรือการหยิบจับสิ่งของ
สาเหตุของรูม่านตาขยาย เกิดจากอะไรได้บ้าง ?
อาการรูม่านตาขยายเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ตั้งแต่กลไกการปรับตัวตามธรรมชาติของร่างกายเพื่อรับแสงในที่มืด หรือปฏิกิริยาตอบสนองทางอารมณ์ ไปจนถึงผลข้างเคียงจากการใช้ยา และความผิดปกติของระบบประสาทหรืออุบัติเหตุที่กระทบกระเทือนดวงตา แบ่งสาเหตุออกเป็น 4 กลุ่มหลัก ดังนี้ค่ะ
สาเหตุทางสรีรวิทยาและอารมณ์ตามธรรมชาติ
เป็นการตอบสนองตามธรรมชาติของร่างกายที่เกิดขึ้นชั่วคราวและสามารถกลับคืนสู่ภาวะปกติได้เองและไม่อันตราย ได้แก่
-
การปรับตัวตามระดับแสง (Dark Adaptation) ในที่มืดหรือที่แสงสลัว ร่างกายจะขยายรูม่านตาอัตโนมัติเพื่อให้แสงเข้าสู่จอประสาทตาได้มากขึ้น ช่วยให้มองเห็นสิ่งแวดล้อมรอบตัวได้ชัดขึ้น
-
การตอบสนองทางอารมณ์ (Emotional Response) เมื่อเกิดความตื่นเต้น ตกใจ ความกลัว หรือความสนใจในสิ่งที่มอง ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนอะดรีนาลีนออกมากระตุ้นให้รูม่านตาขยายตัวชั่วคราว
การใช้ยาหยอดตาทางการแพทย์
เป็นการตั้งใจทำให้รูม่านตาขยายตัวเพื่อประโยชน์ในการตรวจวินิจฉัยและทำหัตถการรักษาโรคทางตา ได้แก่ ยาหยอดขยายม่านตา (Mydriatic Eye Drops) เช่น Tropicamide หรือ Cyclopentolate ที่จักษุแพทย์และนักทัศนมาตรใช้หยอดเพื่อตรวจจอประสาทตา ตรวจวัดสายตาเด็ก หรือเตรียมการผ่าตัดต้อกระจก ซึ่งยาจะออกฤทธิ์ขยายรูม่านตาประมาณ 4-24 ชั่วโมงค่ะ
ผลข้างเคียงจากยารับประทานและสารเคมี
ยาและสารเคมีหลายชนิดมีฤทธิ์ยับยั้งระบบประสาทพาราซิมพาเทติก หรือกระตุ้นระบบประสาทซิมพาเทติก ส่งผลให้รูม่านตาขยายตัวโดยไม่ตั้งใจ เช่น
-
ยาแก้แพ้และยาลดน้ำมูก (Antihistamines & Decongestants) ยากลุ่มที่มีฤทธิ์แอนติโคลิเนอร์จิก (Anticholinergic) ส่งผลข้างเคียงให้กล้ามเนื้อม่านตาคลายตัวและรูม่านตาเบิกกว้าง
-
ยาต้านอาการซึมเศร้า (Antidepressants) เช่น กลุ่ม Tricyclic Antidepressants (TCAs) และ SSRIs ที่ส่งผลกระทบต่อสารสื่อประสาทในการควบคุมการทำงานของม่านตา
-
ยาคลายกล้ามเนื้อและยาแก้เมารถ (Scopolamine) มีฤทธิ์ขัดขวางการทำงานของกล้ามเนื้อหูรูดม่านตา ทำให้รูม่านตาขยายและมองภาพใกล้ไม่ชัดชั่วคราว
-
สารเสพติดและแอลกอฮอล์ เช่น โคเคน แอมเฟตามีน (ยาบ้า) และยาอี กระตุ้นระบบประสาทซิมพาเทติกรุนแรง ทำให้รูม่านตาขยายกว้างตลอดเวลา
โรคทางระบบประสาทและอุบัติเหตุ
เป็นกลุ่มสาเหตุที่ต้องตรวจวินิจฉัยเร่งด่วน ส่วนใหญ่เกิดจากพยาธิสภาพของสมองและเส้นประสาทตา ได้แก่
-
การบาดเจ็บที่ศีรษะและดวงตา (Trauma) อุบัติเหตุกระทบกระแทกทำให้กล้ามเนื้อม่านตาฉีกขาดได้ หรือเกิดแรงดันในกะโหลกศีรษะสูงจนกดทับเส้นประสาทสมองคู่ที่ 3 (Oculomotor Nerve)
-
โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) หรือหลอดเลือดโป่งพอง (Aneurysm) ส่งผลให้เกิดแรงกดทับเส้นประสาทสมองหรือสมองขาดเลือด ทำให้รูม่านตาขยายและไม่ตอบสนองต่อแสง พบร่วมกับหนังตาตกที่ต้องรักษาหรือมองเห็นภาพซ้อน
-
ภาวะรูม่านตาขยายข้างเดียว (Adie’s Tonic Pupil) เกิดจากความเสื่อมของปมประสาทพาราซิมพาเทติก ทำให้รูม่านตาข้างหนึ่งหดตัวช้ากว่าปกติ ตอบสนองต่อแสงได้น้อย แต่ยังตอบสนองต่อการมองใกล้ได้
วิธีปฏิบัติตัวและการดูแลดวงตาเมื่อมีภาวะรูม่านตาขยาย
ถ้ากำลังเผชิญกับภาวะรูม่านตาขยาย ไม่ว่าจะเกิดจากการหยอดตาตรวจสายตาหรือสาเหตุอื่น ควรปฏิบัติตามแนวทางเหล่านี้เพื่อป้องกันอันตรายต่อดวงตา
-
เลือกแว่นกันแดดที่มีค่าสายตาหรือแว่นที่ป้องกันรังสี UVA และ UVB ได้ 100% (UV400) เพื่อลดอาการแสบตาและป้องกันรังสีทำลายจอประสาทตา
-
ในช่วงที่รูม่านตาขยาย สายตาจะพร่ามัวและกะระยะไม่แม่นยำ จึงไม่ควรขับรถยนต์หรือขี่รถจักรยานยนต์จนกว่าฤทธิ์ยาจะหมด
-
เลี่ยงการอ่านหนังสือ คอมพิวเตอร์ หรือสมาร์ตโฟน แล้วใช้วิธีพักสายตาระหว่างวันแทน เพื่อป้องกันอาการปวดกระบอกตา
-
ปรับแสงสว่างในอาคารให้สบายตา ลดความสว่างของหลอดไฟหรือปิดม่านกรองแสงแดดลงชั่วคราว
-
แจ้งประวัติการใช้ยากับบุคลากรทางการแพทย์ ถ้าอาการเกิดขึ้นหลังรับประทานยาชนิดใหม่ ควรนำตัวอย่างยาไปปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร
ดูขั้นตอนการเตรียมตัว : วิธีเตรียมตัวก่อนไปตรวจวัดสายตา
อาการเตือนที่ต้องรีบไปพบแพทย์ทันที
รูม่านตาขยายส่วนใหญ่ไม่อันตรายถึงชีวิต แต่ถ้าพบร่วมกับสัญญาณเตือนเหล่านี้ ต้องรีบเข้ารับการตรวจทางการแพทย์ฉุกเฉินทันทีค่ะ
-
รูม่านตาขยายข้างเดียวกะทันหัน (Anisocoria) ทั้งที่ไม่มีประวัติหยอดตา
-
ปวดศีรษะรุนแรง คลื่นไส้ อาเจียน
-
มีอาการมองเห็นภาพซ้อน หนังตาตก หรือมุมปากเบี้ยวร่วมด้วย
-
เกิดขึ้นทันทีหลังได้รับอุบัติเหตุกระทบกระแทกที่ศีรษะหรือใบหน้า
-
ดวงตาแดงจัด ปวดตารุนแรง และมองเห็นดวงไฟเป็นสีรุ้ง เป็นสัญญาณของโรคต้อหินมุมปิดเฉียบพลัน
คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับรูม่านตาขยาย
ยาหยอดขยายม่านตาใช้เวลากี่ชั่วโมงถึงจะกลับมาเป็นปกติ ?
ยาหยอดขยายม่านตาที่ใช้ตรวจสายตาทั่วไปหมดฤทธิ์ภายใน 4-8 ชั่วโมง แต่ในยาบางชนิดที่ใช้รักษาโรคตา เช่น Atropine อาจออกฤทธิ์นานถึง 1-2 สัปดาห์ ขึ้นอยู่กับชนิดและความเข้มข้นของยา
รูม่านตาสองข้างขนาดไม่เท่ากัน อันตรายหรือไม่ ?
คนทั่วไปประมาณ 20% อาจมีขนาดรูม่านตาต่างกันเล็กน้อยไม่เกิน 1 มิลลิเมตรโดยธรรมชาติ (Physiologic Anisocoria) แต่หากขนาดต่างกันมาก หรือเกิดขึ้นใหม่อย่างเฉียบพลัน ควรรีบพบจักษุแพทย์เพื่อตรวจระบบประสาทตา
รูม่านตาขยายบ่อย ๆ ทำให้ตาบอดได้ไหม ?
การขยายตัวตามธรรมชาติหรือจากการตรวจสายตาไม่ทำให้ตาบอด แต่ถ้าเกิดจากแรงดันในลูกตาสูง (ต้อหิน) หรือโรคหลอดเลือดสมองที่ไม่ได้รับการรักษาทันเวลา อาจส่งผลต่อการสูญเสียการมองเห็นถาวรได้ค่ะ
รูม่านตาขยายจากความตื่นเต้น ต่างจากที่เกิดจากโรคอย่างไร ?
ความต่างที่สังเกตได้คือระยะเวลาและความสมมาตร การขยายจากอารมณ์หรือจากที่มืดจะเกิดกับตาทั้งสองข้างเท่ากัน และหดกลับเองภายในไม่กี่นาทีเมื่อสภาพแวดล้อมหรืออารมณ์กลับมาปกติ ส่วนการขยายที่มาจากพยาธิสภาพมักเกิดข้างเดียว ค้างอยู่นาน และไม่ตอบสนองเมื่อส่องไฟเข้าตา
หลังหยอดยาขยายม่านตา ควรทำอย่างไรระหว่างรอฤทธิ์ยาหมด ?
เตรียมแว่นกันแดดไปด้วยตั้งแต่วันนัด และวางแผนให้มีคนรับกลับหรือใช้บริการรถสาธารณะ เพราะการมองเห็นจะพร่าและกะระยะได้ไม่แม่นตลอดช่วงที่ฤทธิ์ยายังอยู่ ระหว่างนั้นให้พักการอ่านหนังสือกับการใช้หน้าจอ และลดความสว่างของไฟในบ้าน ถ้าเลยเวลาที่แจ้งไว้แล้วรูม่านตายังไม่หดกลับ ให้ติดต่อสถานพยาบาลที่หยอดยาให้
เด็กที่รูม่านตาขยายไม่เท่ากัน ควรพาไปตรวจไหม ?
ควรพาไปตรวจค่ะ โดยเฉพาะถ้าเพิ่งสังเกตเห็นว่าต่างกัน หรือมีหนังตาตกร่วมด้วย เพราะในเด็กความต่างของขนาดรูม่านตาอาจเชื่อมโยงกับความผิดปกติของเส้นประสาทที่ต้องตรวจเพิ่มเติม การตรวจตั้งแต่เนิ่น ๆ ช่วยให้แยกได้ว่าเป็นลักษณะตามธรรมชาติของเด็กคนนั้น หรือเป็นสัญญาณที่ต้องดูแลต่อ
ตรวจสุขภาพดวงตาเบื้องต้นกับนักทัศนมาตรที่ ORRA
การตรวจสายตาตามรอบช่วยให้เห็นความเปลี่ยนแปลงของดวงตาตั้งแต่ยังไม่มีอาการ รวมถึงภาวะรูม่านตาขยายที่เจ้าตัวสังเกตเองได้ยาก การตรวจวัดสายตาประกอบแว่นที่ ORRA ใช้เวลา 45 ถึง 60 นาที ครอบคลุม 3 องค์ประกอบ คือค่าสายตาจากการหักเหของแสง (Refraction) การทำงานร่วมกันของตาสองข้างและกล้ามเนื้อตา (Binocular Vision) และการตรวจสุขภาพตาเบื้องต้น (Ocular Health) ซึ่งรวมถึงการดูโครงสร้างดวงตาและการวัดความดันตา
ขอบเขตของนักทัศนมาตรคือการวิเคราะห์ระบบการมองเห็นและแก้ไขด้วยเลนส์ ถ้าผลตรวจชี้ว่ามีภาวะที่ต้องรักษาทางการแพทย์ นักทัศนมาตรจะแนะนำให้พบจักษุแพทย์เพื่อวินิจฉัยต่อ
นัดตรวจสายตาล่วงหน้าได้ทุกสาขาค่ะ
ดูขั้นตอนการวัดสายตา : ขั้นตอนการวัดสายตาแบบละเอียด
สรุป
ภาวะรูม่านตาขยาย (Mydriasis) เป็นกลไกตามธรรมชาติของดวงตาในการควบคุมปริมาณแสงและสะท้อนการทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติ ในชีวิตประจำวันส่วนใหญ่เกิดขึ้นชั่วคราวจากสภาพแวดล้อมที่มีแสงน้อย อารมณ์ความรู้สึก หรือเป็นผลจากการใช้ยาหยอดตาทางการแพทย์ ซึ่งจะค่อย ๆ กลับคืนสู่ขนาดปกติได้เองโดยไม่เป็นอันตราย สิ่งที่ต้องทำคือหมั่นสังเกตลักษณะและความเปลี่ยนแปลงของดวงตา พร้อมจดจำข้อควรระวัง 2 ข้อนี้
-
สังเกตสัญญาณเตือนเฉียบพลัน ถ้าพบว่ารูม่านตาขยายเพียงข้างเดียว รูม่านตาไม่ตอบสนองต่อแสง หรือปวดศีรษะรุนแรง มองเห็นภาพซ้อน และตาแดงจัดร่วมด้วย ควรรีบพบแพทย์เฉพาะทางทันที
-
การปกป้องดวงตาระหว่างที่รูม่านตาขยาย ควรสวมแว่นกันแดดที่สามารถป้องกันรังสี UV400 ได้ 100% เพื่อลดอาการเคืองตาและปกป้องจอประสาทตา พร้อมทั้งหลีกเลี่ยงการขับขี่ยานพาหนะจนกว่าการมองเห็นจะกลับมาชัดเจนตามปกติ
การใส่ใจดูแลสุขภาพดวงตาและการตรวจเช็คระบบการมองเห็นตามรอบ จะช่วยให้คุณรู้ทันความผิดปกติได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น สำหรับผู้ที่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับอาการแพ้แสง ตาล้า หรือต้องการประเมินประสิทธิภาพการมองเห็น สามารถปรึกษานักทัศนมาตรเพื่อรับคำแนะนำและการดูแลสายตาอย่างถูกวิธีค่ะ
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไปเพื่อความเข้าใจเรื่องรูม่านตาเท่านั้น ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือคำแนะนำในการรักษา ภาวะรูม่านตาขยายมีสาเหตุได้ตั้งแต่เรื่องปกติในชีวิตประจำวันไปจนถึงภาวะที่ต้องรักษาเร่งด่วน การแยกสาเหตุต้องอาศัยการตรวจร่างกายโดยแพทย์ หากมีอาการตามสัญญาณเตือนที่ระบุไว้ข้างต้น ให้ไปโรงพยาบาลทันทีโดยไม่ต้องรอนัด
