ปวดตา ตาล้า เกิดจากอะไร ? รวมสาเหตุ วิธีป้องกัน และบรรเทาอาการ

ผู้หญิงมีอาการปวดตาและตาล้าใช้มือนวดคลึงบริเวณดวงตา

คลินิกแว่นตา ORRA สรุปให้

  • ปวดตา มักมีสาเหตุหลักมาจากการจ้องหน้าจอเครื่องมือสื่อสารหรือทำงานหน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานจนกล้ามเนื้อตาเกิดความล้าสะสมและขาดความชุ่มชื้น

  • การพักสายตาทุก 20 นาทีด้วยการมองออกไปในระยะไกล หรือพื้นที่สีเขียวช่วยลดแรงเพ่งและผ่อนคลายกล้ามเนื้อรอบดวงตาที่กำลังตึงเครียดได้ดี

  • จัดสภาพแวดล้อมในการทำงานให้มีแสงสว่างสม่ำเสมอ ไม่มืดหรือจ้าจนเกินไป เพื่อลดภาระการทำงานของดวงตาจากการรับแสงที่ไม่พอดีในระหว่างวัน

  • สังเกตอาการร่วมที่มาพร้อมความรู้สึกไม่สบายตา เช่น ภาพเบลอ เห็นเงาซ้อน หรือมีรอยแดง เพื่อเตรียมข้อมูลในการตรวจสอบสุขภาพสายตาเพิ่มเติมในอนาคต ก่อนเข้ารับการตรวจสายตาเชิงลึกกับนักทัศนมาตร


ปวดตา มักมีสาเหตุหลักมาจากการจ้องหน้าจอเครื่องมือสื่อสารหรือทำงานหน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานจนกล้ามเนื้อตาเกิดความล้าสะสมและขาดความชุ่มชื้น การเพ่งสายตาท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่มีแสงสว่างไม่สม่ำเสมอส่งผลให้ระบบประสาทรอบดวงตาต้องแบกรับภาระหนักจนเกิดความรู้สึกไม่สบายตาในระหว่างวัน

เราสามารถผ่อนคลายความตึงเครียดนี้ได้ด้วยการพักสายตาทุก 20 นาทีเพื่อเปลี่ยนระยะโฟกัสไปที่พื้นที่สีเขียวหรือมองระยะไกลช่วยลดแรงเพ่งสะสมได้ทันที การจัดแสงในพื้นที่ทำงานให้พอดีพร้อมสังเกตอาการร่วมอย่างภาพเบลอ เห็นเงาซ้อน หรือมีรอยแดงจะช่วยให้เราเตรียมข้อมูลเพื่อดูแลสุขภาพสายตาได้ถูกจุดค่ะ

สารบัญเนื้อหา แสดง

ปวดตา อาการตาล้า คืออะไร ? สังเกตความผิดปกติ และอาการปวดเปลือกตา

ผู้หญิงจับบริเวณหัวตาแสดงอาการปวดตาและตาล้าขณะนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์

อาการปวดตา คือความรู้สึกไม่สบายหรืออ่อนล้าของกล้ามเนื้อรอบดวงตาจากการใช้งานหนักอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการจ้องหน้าจอดิจิทัลจนเกิดภาวะตาล้า (Digital Eye Strain) ทำให้กล้ามเนื้อที่ทำหน้าที่ปรับโฟกัสเกิดความเครียดสะสมและทำงานผิดปกติชั่วคราว

ความผิดปกติที่มักตามมาคืออาการปวดเปลือกตา หรือตึงกระบอกตาจากการเกร็งกล้ามเนื้อเพื่อสู้กับแสงจ้า ถ้าปล่อยทิ้งไว้อาจลามไปถึงเส้นประสาทรอบเบ้าตา ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะตุบ ๆ หรือปวดร้าวบริเวณขมับร่วมด้วย แนะนำให้สังเกตสัญญาณเตือนเหล่านี้เพื่อปรับพฤติกรรมให้ทันท่วงที

  • เริ่มมีอาการตาแห้ง แสบตา หรือระคายเคืองคล้ายมีเศษผงเล็ก ๆ อยู่ในตาตลอดเวลา

  • มองเห็นภาพเบลอชั่วขณะ หรือเห็นเงาซ้อนเมื่อต้องสลับระยะโฟกัสจากหน้าจอไปมองวัตถุไกล ๆ

  • มีน้ำตาไหลออกมาเองโดยไม่ทราบสาเหตุ เนื่องจากดวงตาขาดความชุ่มชื้นจนร่างกายต้องผลิตน้ำตามาทดแทน

  • รู้สึกหนักตา ลืมตาไม่ขึ้น หรือไวต่อแสงมากกว่าปกติเมื่อต้องทำงานในพื้นที่ที่สว่างไม่สม่ำเสมอ

ปวดตาเกิดจากสาเหตุอะไรได้บ้าง ?

อาการปวดตามักเริ่มจากการที่กล้ามเนื้อเล็ก ๆ รอบดวงตาพยายามปรับโฟกัสอย่างต่อเนื่องจนเกิดภาวะล้าสะสม รวมถึงปัจจัยภายนอกอย่างแสงสะท้อนหรือลมที่ทำให้น้ำตาระเหยเร็ว ความผิดปกติบริเวณผิวตาหรือการอักเสบของต่อมไขมันที่เปลือกตาก็ส่งผลให้ระคายเคืองจนต้องขยี้ตาซ้ำ ๆ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการอักเสบ เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น สามารถแบ่งสาเหตุหลักออกเป็น 2 กลุ่ม ดังนี้

สาเหตุจากพฤติกรรมและการใช้ชีวิต สาเหตุจากความผิดปกติทางกายภาพและโรคตา
ปวดตาจากจอคอม หรือการจ้องสมาร์ทโฟนเป็นเวลานาน ภาวะสายตายาวตามอายุ (มักพบในวัย 40+)
แสงสว่างในพื้นที่ทำงานไม่เพียงพอ หรือสว่างจ้าเกินไป โรคต้อหินเฉียบพลัน (ความดันในลูกตาสูง)
กะพริบตาน้อยลงเมื่อใช้สมาธิ ทำให้ตาแห้งและระคายเคือง ม่านตาอักเสบ หรือกระจกตาเป็นแผล
ระยะห่างระหว่างสายตากับหน้าจอไม่เหมาะสม โรคไซนัสอักเสบ (ปวดร้าวมาที่กระบอกตา)

ปวดตาจากจอคอม และพฤติกรรมการใช้สายตาในยุคดิจิทัล

man eye strain from computer screen

ปวดตาจากการใช้หน้าจอเกิดจากการเพ่งระยะใกล้เป็นเวลานานจนกล้ามเนื้อที่ทำหน้าที่ปรับโฟกัสหดเกร็งตัวอย่างต่อเนื่อง พฤติกรรมการกะพริบตาที่ลดลงเหลือเพียง 5-7 ครั้งต่อนาทีเมื่อจดจ่อกับเนื้อหาหน้าจอ ส่งผลให้ชั้นน้ำตาระเหยเร็วจนเกิดความแสบร้อนและระคายเคือง

การตั้งค่าความสว่างหน้าจอที่ไม่สัมพันธ์กับแสงสว่างภายในห้องเป็นปัจจัยกระตุ้นสำคัญที่ทำให้รูม่านตาทำงานหนักเกินไป ระยะห่างระหว่างดวงตากับหน้าจอที่น้อยกว่า 20-28 นิ้ว เพิ่มแรงกดดันให้กล้ามเนื้อตาต้องดึงโฟกัสภาพตลอดเวลาจนเกิดความล้าสะสมลามไปถึงบริเวณกระบอกตา

ควรปรับตำแหน่งกึ่งกลางหน้าจอให้ต่ำกว่าระดับสายตาประมาณ 15-20 องศาเพื่อลดการเปิดกว้างของเปลือกตา สลับกับการใช้เทคนิค 20-20-20 หรือมองออกไปไกล ๆ เพื่อคลายการเพ่งค้าง ทุก 2 ชั่วโมงควรลุกขึ้นขยับร่างกายเพื่อเปลี่ยนระยะโฟกัสและลดการระเหยของน้ำหล่อเลี้ยงลูกตาค่ะ

โรคตาล้า และปัญหาสายตาในวัย 40+ (สายตายาวตามอายุ)

senior man eye strain reading book

อาการปวดตาในวัย 40 ปีขึ้นไปมักมีสาเหตุหลักมาจากกล้ามเนื้อตาต้องออกแรงเพ่งมากกว่าปกติ เพื่อชดเชยความยืดหยุ่นของเลนส์ตาที่ลดลงตามธรรมชาติ สภาวะสายตายาวตามอายุนี้ทำให้การมองระยะใกล้หรือการสลับระยะการมองเห็นทำได้ลำบากขึ้น ส่งผลให้เกิดความล้าสะสมจากการใช้งานหน้าจอต่อเนื่องในชีวิตประจำวัน

ปัญหาจะยิ่งรุนแรงขึ้นหากใช้เลนส์โปรเกรสซีฟที่มีโครงสร้างพื้นฐานหรือมีพื้นที่การมองเห็นแคบจนเกินไป ผู้ใช้งานมักต้องพยายามกรอกตาหรือขยับศีรษะเพื่อหาจุดโฟกัสที่ชัดเจน การฝืนปรับโฟกัสลักษณะนี้ทำให้กล้ามเนื้อตาทำงานหนักตลอดเวลาและนำไปสู่อาการล้าอย่างรวดเร็วในระหว่างวัน

การเลือกใช้เลนส์โปรเกรสซีฟเทคโนโลยีโครงสร้างดิจิทัลจะช่วยเพิ่มความกว้างของระยะกลางและระยะใกล้ให้เป็นธรรมชาติมากขึ้น ลดปัญหาภาพวูบวาบด้านข้างที่ทำให้รู้สึกไม่สบายตา ช่วยให้ดวงตาผ่อนคลายแม้ต้องสลับโฟกัสไปมาหลายพันครั้งต่อวันในระยะห่างระหว่างจอภาพและเอกสารประมาณ 40-60 เซนติเมตร ค่ะ

อาการปวดตาที่เกิดจากการเจ็บป่วยและโรคตาอื่น ๆ

eye pain causes and symptoms

อาการปวดตาที่รุนแรงหรือเกิดขึ้นเฉียบพลันมักเป็นสัญญาณเตือนของโรคภายในดวงตาที่นอกเหนือไปจากความล้าสะสมจากการใช้งานหน้าจอ อาการปวดมักมาพร้อมกับความผิดปกติอื่น เช่น ตาแดงจัด เห็นภาพเบลอ หรือเห็นรุ้งรอบดวงไฟ ซึ่งอาจบ่งบอกถึงภาวะความดันในลูกตาสูงหรือการอักเสบของเนื้อเยื่อส่วนต่าง ๆ ภายในลูกตาที่ต้องการการตรวจสอบอย่างละเอียด

  • ต้อหินเฉียบพลัน มักมีอาการปวดตาอย่างรุนแรงร่วมกับคลื่นไส้อาเจียนและปวดศีรษะข้างเดียวอย่างหนัก

  • ม่านตาอักเสบ จะรู้สึกปวดตุบ ๆ ลึกเข้าไปในเบ้าตาและสู้แสงไม่ได้แม้จะเป็นแสงสว่างเพียงเล็กน้อย

  • กระจกตาเป็นแผลหรือมีการติดเชื้อ ทำให้เกิดความรู้สึกเหมือนมีทรายบาดตาตลอดเวลาและมีน้ำตาไหลพราก

  • ไซนัสอักเสบ อาจส่งผลให้เกิดอาการปวดร้าวมาที่กระบอกตาเนื่องจากตำแหน่งของโพรงไซนัสอยู่ใกล้กับฐานรองดวงตา

สภาวะเหล่านี้มักไม่หายไปเองด้วยการพักสายตาหรือการหลับตาพักผ่อนเหมือนอาการตาล้าปกติ ถ้าปล่อยไว้นานอาจส่งผลต่อประสาทตาจนสูญเสียการมองเห็นได้ การสังเกตความแตกต่างคือความรุนแรงของอาการที่มักจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ หรือปวดแม้ในเวลาที่ไม่ได้ใช้สายตาเพ่งอะไรเลยในช่วงเวลานั้นค่ะ

วิธีแก้ตาล้า และเทคนิคบรรเทาอาการปวดตาล้าด้วยตัวเอง

tips to relieve eye pain and strain

วิธีบรรเทาอาการล้าเบื้องต้นทำได้โดยการหยุดวงจรการเพ่งที่ทำให้เกิดอาการปวดตา เพื่อให้กล้ามเนื้อภายในดวงตาได้คลายตัวและกลับมาทำงานได้ตามปกติ การดูแลตัวเองอย่างถูกวิธีจะช่วยลดความเสี่ยงของภาวะตาแห้งระคายเคืองและอาการพร่ามัวที่รบกวนสมาธิในระหว่างวัน

การจัดการความล้าเน้นไปที่การสร้างความยืดหยุ่นให้เลนส์ตาผ่านการเปลี่ยนระยะการมองเห็นบ่อย ๆ เพื่อไม่ให้กล้ามเนื้อซิลเลียรี (Ciliary Muscle) ทำงานหนักจนค้างอยู่ในสภาวะเกร็งตัวนานเกินไป การลดความเข้มข้นของการใช้งานหน้าจอจะช่วยรักษาสุขภาพดวงตาให้พร้อมทำงานได้ต่อเนื่อง และลดการสะสมความตึงเครียดของระบบประสาทส่วนกลางที่เชื่อมโยงกับเบ้าตาค่ะ

แก้อาการตาล้า ด้วยการปรับสภาพแวดล้อมและพักสายตา

การจัดวางจอคอมพิวเตอร์ให้อยู่ในระดับสายตาที่เหมาะสมและลดแสงสะท้อนเป็นวิธีลดอาการปวดตาได้ตรงจุด ระยะห่างระหว่างใบหน้ากับหน้าจอควรอยู่ที่ประมาณ 50-70 เซนติเมตร โดยจุดกึ่งกลางจอควรอยู่ต่ำกว่าระดับสายตาเล็กน้อยประมาณ 10-20 องศา เพื่อให้กล้ามเนื้อรอบดวงตาผ่อนคลายขณะทำงาน

แสงสว่างในห้องต้องมีความสมดุล ไม่มืดจนหน้าจอสว่างโดดออกมาและไม่สว่างจ้าจนเกิดเงาสะท้อนเข้าตา ควรจัดโต๊ะทำงานให้แสงธรรมชาติเข้าจากทางด้านข้างแทนการวางหน้าจอหันหลังให้หน้าต่าง การใช้โคมไฟที่ให้แสงสีนวลวางไว้ด้านข้างจะช่วยเพิ่มความสบายตาและลดความเครียดจากการจ้องหน้าจอเป็นเวลานาน

การหยุดพักสายตาอย่างสม่ำเสมอช่วยลดภาระการทำงานของเลนส์ตาและกล้ามเนื้อตาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แก้ตาล้า เบื้องต้นด้วยการประคบและบริหารกล้ามเนื้อตา

การประคบอุ่นด้วยผ้าขนหนูชุบน้ำอุ่นอุณหภูมิประมาณ 40 องศาเซลเซียส วางทับเปลือกตานาน 10 ถึง 15 นาที ช่วยบรรเทาอาการปวดตาให้ดีขึ้นอย่างรวดเร็ว วิธีนี้ส่งผลให้ไขมันที่อุดตันบริเวณต่อมน้ำตาละลายตัวและระบายออกมาได้สะดวก ช่วยให้น้ำตาเคลือบผิวตาได้นานขึ้น ลดความระคายเคืองจากการใช้สายตาหน้าจอต่อเนื่องหลายชั่วโมง

การทำกายบริหารกล้ามเนื้อตาเป็นประจำเป็นทางเลือกที่ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและลดการเกร็งค้างของประสาทตา

  1. หลับตาลงช้า ๆ แล้วกลอกตาขึ้นด้านบนและลงด้านล่างสลับกัน 5 รอบ

  2. กลอกลูกตาไปทางซ้ายและขวาสุดเท่าที่จะทำได้สลับกันอีก 5 รอบ

  3. หมุนตาเป็นวงกลมช้า ๆ ตามเข็มนาฬิกาและทวนเข็มนาฬิกาจนครบวง

การสลับไปมองวัตถุสีเขียวหรือพื้นที่โล่งระยะ 20 ฟุต ทุก 20 นาที ช่วยให้กล้ามเนื้อที่ใช้ในการเพ่งมองระยะใกล้ได้พักตัวเต็มที่ การใช้ฝ่ามือที่สะอาดถูจนเกิดความร้อนแล้วนำมาประคบดวงตาเบา ๆ นาน 1 นาที เป็นเทคนิคที่ช่วยปรับสภาพการมองเห็นให้กลับมาสมดุลก่อนเริ่มทำงานต่อได้ทันทีค่ะ

วิธีป้องกันอาการปวดตาเรื้อรัง ด้วยการตรวจและเลือกแว่นตาที่เหมาะสม

prevent eye pain suitable glasses

การตรวจวัดสายตาอย่างสม่ำเสมอช่วยลดอาการปวดตาเรื้อรังที่เกิดจากภาวะสายตาสั้น ยาว หรือเอียงที่ยังไม่ได้รับการชดเชยอย่างตรงจุด การสวมแว่นตาที่มีค่าสายตาแม่นยำจะช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อยึดเลนส์ตาไม่ให้ทำงานหนักเกินกำลังตลอดทั้งวัน

การเลือกแว่นตาที่เหมาะสมต้องพิจารณาจากพฤติกรรมการใช้สายตาและระยะการทำงานที่แตกต่างกันในแต่ละบุคคล ความคลาดเคลื่อนของค่าสายตาเพียงเล็กน้อยมักเป็นสาเหตุหลักของความเครียดสะสมในระบบประสาทตา และอาการล้าจากการจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์ค่ะ

เลนส์โปรเกรสซีฟ ทางออกของการลดภาระดวงตา

เลนส์โปรเกรสซีฟช่วยลดอาการปวดตาจากการเพ่งมองสลับระยะได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะตัวเลนส์ถูกออกแบบให้มีค่าสายตาหลายระดับแบบไร้รอยต่อ คนที่มีปัญหาทางสายตายาวตามอายุไม่ต้องคอยถอดแว่นเข้าออกหรือฝืนใช้กล้ามเนื้อตาเพ่งมองใกล้ ๆ ตลอดทั้งวัน การไหลเวียนของระยะโฟกัสที่นุ่มนวลช่วยลดอาการล้าของกล้ามเนื้อรอบดวงตาที่ต้องทำงานหนักเกินไปในช่วงการใช้งานหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟน

ความล้าสะสมมักเกิดจากการที่เลนส์ตาตามธรรมชาติเริ่มสูญเสียความยืดหยุ่น การใช้เลนส์โปรเกรสซีฟที่มีโครงสร้างเทคโนโลยีสูงจะช่วยกระจายโซนการมองเห็นให้ครอบคลุมทั้งระยะไกล กลาง และใกล้ ซึ่งมีข้อดีดังนี้

  • ลดการเกร็งกล้ามเนื้อคอและบ่า จากการพยายามปรับท่าทางเพื่อหาจุดชัด

  • ปรับสมดุลภาพให้นุ่มนวล ลดอาการภาพกระโดดที่มักพบในแว่นสองชั้นแบบเดิม

  • เพิ่มมุมมองระยะกลางให้กว้างขึ้น เพื่อรองรับพฤติกรรมการนั่งทำงานแบบออฟฟิศ

การเลือกเลนส์ที่มีค่าพารามิเตอร์เฉพาะบุคคลช่วยให้กวาดสายตาเปลี่ยนระยะได้ง่ายโดยไม่เกิดอาการวูบวาบ ผู้ใช้งานควรเลือกเลนส์ที่เคลือบสารตัดแสงสีฟ้าเพื่อป้องกันความเครียดของดวงตาจากแสงประดิษฐ์ในอาคาร ที่เป็นปัจจัยเสริมที่ลดการระคายเคืองตาเมื่อต้องจ้องหน้าจอติดต่อกันนานเกิน 4 ชั่วโมงต่อวันค่ะ

ทำความเข้าใจเลนส์ทำงาน : Office Lens สำหรับคนทำงานหน้าจอ

ตรวจวัดสายตาอย่างแม่นยำที่ ORRA โดยนักทัศนมาตรเพื่อแก้ปัญหาตรงจุด

การวิเคราะห์ค่าสายตาที่ละเอียดช่วยแก้ปัญหาอาการปวดตาเรื้อรังจากการฝืนเพ่งโดยไม่รู้ตัว ที่ ORRA เราให้บริการตรวจวัดสายตาเชิงลึกโดยนักทัศนมาตร (Optometrist) เพื่อประเมินการทำงานร่วมกันของดวงตาทั้งสองข้างอย่างละเอียด แทนการพึ่งพาเพียงค่าจากเครื่องคอมพิวเตอร์

เราปรับจูนค่าสายตาด้วยความละเอียดสูงถึงระดับ 0.12 ไดออปเตอร์ ควบคู่กับระบบดิจิทัลที่ช่วยระบุตำแหน่งกึ่งกลางตาดำ (PD) อย่างแม่นยำระดับมิลลิเมตร เทคโนโลยีนี้ช่วยแก้ปัญหาที่ผู้สวมใส่แว่นมักพบเจอได้โดยตรง เช่น

  • อาการล้าจากการปรับโฟกัสหรือเห็นภาพซ้อน

  • ความรู้สึกหนักกระบอกตาและอาการปวดตาในช่วงบ่าย

  • อาการมึนหัวเมื่อต้องเปลี่ยนระยะการมองกะทันหัน

ความใส่ใจในทุกขั้นตอนโดยนักทัศนมาตร จะช่วยให้การเปลี่ยนโฟกัสภาพลื่นไหล ลดแรงกดดันของกล้ามเนื้อตา และแก้ปัญหาความไม่สบายตาจากการจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์ได้อย่างตรงจุดค่ะ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับอาการปวดตา

ตาล้าวิธีแก้ ที่เห็นผลไวและทำได้ง่าย ?

การพักสายตาด้วยกฎ 20-20-20 อย่างที่ได้กล่าวไปข้างต้น เป็นวิธีลดอาการตาล้าที่รวดเร็วและทำได้ง่าย ช่วยให้กล้ามเนื้อตาได้เปลี่ยนระยะโฟกัสและคลายตัวจากภาวะเกร็งค้างได้ ถ้าต้องการบรรเทาความเหนื่อยล้าให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น แนะนำให้ปฏิบัติตามแนวทางเสริมสุขภาพดวงตา

  1. กะพริบตาให้บ่อยขึ้นเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น ลดอาการระคายเคืองจากภาวะตาแห้ง

  2. ปรับระดับความสว่างหน้าจอคอมพิวเตอร์ให้สมดุลกับความสว่างภายในห้องทำงาน

  3. ใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำอุ่นบิดหมาดประคบบนเปลือกตาทั้งสองข้างประมาณ 5-10 นาที

การจัดวางตำแหน่งหน้าจอให้อยู่ในระยะ 50-70 เซนติเมตร และให้กึ่งกลางหน้าจออยู่ต่ำกว่าระดับสายตาประมาณ 10-20 องศา จะช่วยลดภาระการทำงานของเลนส์ตาได้ชัดเจน นอกจากนี้การหยอดน้ำตาเทียมแบบชนิดใช้ครั้งเดียวทิ้งยังช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นและลดแรงเสียดทานระหว่างเปลือกตากับกระจกตาได้อย่างรวดเร็วค่ะ

ปวดตาข้างเดียว เป็นสัญญาณอันตรายหรือไม่ ?

การปวดตาเพียงข้างเดียวมักเป็นสัญญาณเตือนที่ต้องเฝ้าระวังมากกว่าปกติ เพราะสาเหตุส่วนใหญ่มักเกิดจากความผิดปกติเฉพาะจุดที่อาจรุนแรงถึงขั้นสูญเสียการมองเห็นได้ ถ้ามีอาการปวดลึก ๆ ในเบ้าตาร่วมกับตาพร่ามัว เห็นวงรุ้งรอบดวงไฟ หรือตาแดงจัด อาจเป็นอาการของต้อหินเฉียบพลันที่ต้องการการลดความดันตาอย่างเร่งด่วนภายในไม่กี่ชั่วโมง

ความรู้สึกปวดเสียวเหมือนมีสิ่งแปลกปลอมหรือเคืองแปลบเวลาเจอแสงจ้า มักเกี่ยวข้องกับการอักเสบของกระจกตาหรือแผลจากการขีดข่วนซึ่งตรวจพบได้ด้วยการย้อมสีดวงตา นอกจากนี้กลุ่มโรคปวดหัวคลัสเตอร์มักส่งผลให้ปวดร้าวมาที่เบ้าตาข้างเดียวอย่างรุนแรงพร้อมกับมีน้ำตาไหลหรือคัดจมูกร่วมด้วยในบางราย

กรณีที่มีอาการปวดพร้อมเห็นภาพซ้อน หนังตาตก หรือรูม่านตาขนาดไม่เท่ากัน อาจสื่อถึงปัญหาทางระบบประสาทหรือหลอดเลือดสมองที่ต้องการการตรวจเช็กอย่างละเอียด การจดบันทึกว่าอาการปวดเกิดขึ้นหลังจากการทำกิจกรรมประเภทไหนจะช่วยให้ระบุต้นตอของอาการได้ชัดเจน เช่น การปวดแบบฉับพลันขณะพักผ่อนหรือปวดเมื่อก้มหน้าลงต่ำค่ะ

ใส่แว่นไม่ตรงค่าสายตา ทำให้ปวดตาได้จริงไหม ?

การใส่แว่นที่มีค่าสายตาไม่ถูกต้องส่งผลให้เกิดอาการปวดตาได้จริง เพราะกล้ามเนื้อตาต้องพยายามปรับโฟกัสอย่างหนักเพื่อชดเชยความคมชัดที่ขาดหายไป หรือเพื่อฝืนเพ่งให้มองเห็นในกรณีที่ค่าสายตาสูงเกินความจริง กล้ามเนื้อซิลเลียรี (Ciliary muscle) ภายในลูกตาจะหดตัวค้างไว้เป็นเวลานานจนเกิดความล้าสะสม ส่งผลให้มีอาการระคายเคือง ตาพร่ามัว หรือรู้สึกหนักกระบอกตาเมื่อต้องใช้งานสายตาต่อเนื่อง

ปัญหานี้มักพบได้บ่อยในกลุ่มที่ใช้แว่นสำเร็จรูปหรือแว่นที่วัดค่าสายตาคลาดเคลื่อนแค่เล็กน้อยแต่ต้องเพ่งมองหน้าจอคอมพิวเตอร์นานเกิน 4 ชั่วโมงต่อวัน ถ้าระยะห่างระหว่างรูม่านตา (PD) บนเลนส์ไม่ตรงกับจุดศูนย์กลางตาดำ จะเกิดปรากฏการณ์ปริซึมที่ดึงรั้งกล้ามเนื้อตาให้ทำงานผิดธรรมชาติ อาจสังเกตอาการเตือนได้จากการมองเห็นภาพซ้อนหรือเริ่มมีอาการปวดร้าวลามไปถึงขมับและท้ายทอยหลังจากสวมแว่นเพียง 15 ถึง 30 นาทีค่ะ

ปวดตามักหายเองภายในกี่ชั่วโมง ?

อาการปวดตาที่เกิดจากการใช้สายตาหน้าจอเป็นเวลานานมักทุเลาลงภายใน 1 ถึง 2 ชั่วโมงหลังพักสายตาและประคบอุ่น แต่ถ้ายังปวดต่อเนื่องเกิน 24 ชั่วโมงแม้พักผ่อนเต็มที่แล้ว ควรพากลับไปตรวจวัดสายตาเพราะอาจเกิดจากค่าสายตาที่เปลี่ยนไปหรือการอักเสบของเนื้อเยื่อในลูกตา อาการที่หายช้ามักสัมพันธ์กับการสะสมความเครียดของระบบประสาทตาที่ต้องการการประเมินเฉพาะทาง

ใส่แว่นกรองแสงสีฟ้าช่วยลดอาการปวดตาจริงไหม ?

แว่นกรองแสงสีฟ้าช่วยลดอาการปวดตาจากการใช้หน้าจอได้สำหรับกลุ่มที่ทำงานหน้าจอเกิน 4 ชั่วโมงต่อวัน เพราะแสงสีฟ้าพลังงานสูง (HEV Light) ในช่วงคลื่น 415 ถึง 455 นาโนเมตรกระตุ้นความเครียดของเซลล์รับแสงในจอประสาทตา ผลเสริมที่สำคัญคือช่วยรักษาคุณภาพการนอนหลับเพราะลดการรบกวนการหลั่งฮอร์โมนเมลาโทนินช่วงเย็น แต่ถ้าใช้หน้าจอน้อยและพักสายตาตามกฎ 20-20-20 อย่างเคร่งครัด ก็อาจไม่จำเป็นต้องลงทุนเพิ่ม

ตาล้าจากการใช้คอนแทคเลนส์ ดูแลยังไง ?

ตาล้าจากคอนแทคเลนส์มักเกิดจากเลนส์ที่หมดอายุ ค่าสายตาคลาดเคลื่อน หรือใส่ต่อเนื่องเกิน 8 ชั่วโมงต่อวันจนตาขาดออกซิเจน วิธีดูแลคือเปลี่ยนเลนส์ตามรอบที่กำหนด (รายวัน รายสัปดาห์ หรือรายเดือน) ตรงตามชนิด ใช้น้ำตาเทียมแบบไม่มีสารกันเสียระหว่างวันเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น และสลับใส่แว่นในวันที่ทำงานหน้าจอเป็นเวลานาน ควรตรวจวัดค่าสายตาคอนแทคเลนส์ทุก 6 เดือนกับนักทัศนมาตรเพราะค่าสายตาคอนแทคต่างจากค่าสายตาแว่นจากระยะห่างกระจกตา

สรุป

อาการปวดตา มักเกิดจากการเกร็งกล้ามเนื้อตาขณะจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟนเป็นเวลานาน การดูแลเบื้องต้นสามารถทำได้ง่าย ๆ ด้วยการจัดระยะหน้าจอให้อยู่ที่ 50-70 เซนติเมตร ปรับแสงสว่างให้สมดุล และหมั่นพักสายตาด้วยกฎ 20-20-20 เพื่อให้กล้ามเนื้อตาได้คลายตัวและลดความเหนื่อยล้าสะสมในระหว่างวัน

ถ้ามีอาการปวดรุนแรงเฉียบพลัน ตาแดง หรือภาพเบลอ ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้เพราะอาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคตาที่อันตราย นอกจากนี้ การแก้ปัญหาอาการปวดตาเรื้อรังที่ต้นเหตุคือการสวมแว่นตาที่มีค่าสายตาแม่นยำ ซึ่งการใช้เลนส์ที่มีความละเอียดระดับ 0.12 ไดออปเตอร์ จะช่วยให้การเปลี่ยนระยะโฟกัสลื่นไหลและลดความเครียดของดวงตาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เพื่อให้ดวงตาคู่สำคัญได้รับการดูแลอย่างถูกต้อง ควรหมั่นสังเกตความผิดปกติและเข้ารับการตรวจเช็คค่าสายตาเป็นประจำทุกปี สามารถนัดวัดสายตาฟรีกับนักทัศนมาตรที่ ORRA ทุกสาขา หรือทักผ่าน Line OA @orraoptometrist เพื่อรับการตรวจสายตาเชิงลึกและคำแนะนำเลนส์ที่ช่วยแก้ปัญหาอาการปวดตาของคุณได้อย่างตรงจุดค่ะ


หมายเหตุ: เนื้อหาเพื่อให้ความรู้ทั่วไปและแนวทางการดูแลอาการปวดตาเบื้องต้น ไม่สามารถทดแทนการตรวจวินิจฉัยจากนักทัศนมาตรหรือจักษุแพทย์ ถ้ามีอาการปวดตารุนแรงเฉียบพลัน ตาแดงจัด เห็นวงรุ้งรอบดวงไฟ หรือสูญเสียการมองเห็นบางส่วน ควรพบนักทัศนมาตรหรือไปโรงพยาบาลทันทีเพราะอาจเป็นสัญญาณของโรคต้อหินหรือการอักเสบรุนแรงที่ต้องรักษาด่วน

โปรโมชั่นเลนส์โปรเกรสซีฟ นักทัศนมาตรตอบเองค่ะ โทรปรึกษา โปรโมชั่นเลนส์โปรเกรสซีฟ นักทัศนมาตรตอบเองค่ะ โทรปรึกษา