เผยแพร่เมื่อ 27 กรกฎาคม 2023 · อัปเดตล่าสุด 11 กันยายน 2026
คลินิกแว่นตา ORRA สรุปให้
-
หมอแว่นตา คือผู้ช่วยดูแลระบบการมองเห็นที่ทำหน้าที่ตรวจวัดค่าสายตาอย่างเป็นระบบ เพื่อวิเคราะห์หาปัญหาสายตาและคัดกรองความผิดปกติเบื้องต้นก่อนการเลือกใช้เลนส์สายตา
-
การใช้เครื่องมือวัดสายตาที่มีความละเอียดสูงร่วมกับการประเมินพฤติกรรมการใช้ชีวิต ช่วยให้สามารถเลือกประเภทเลนส์ที่ลดอาการล้าของกล้ามเนื้อตาจากการจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์นาน ๆ
-
การวัดจุดกึ่งกลางรูม่านตาและการปรับแต่งกรอบแว่นให้เข้ากับสรีระใบหน้า เป็นขั้นตอนที่ช่วยให้ภาพที่มองเห็นมีความคมชัดและลดโอกาสการเกิดภาพบิดเบี้ยวขณะเคลื่อนไหว
-
การตรวจเช็คสุขภาพสายตาเป็นประจำช่วยให้รู้ถึงการเปลี่ยนแปลงของค่าสายตา และสามารถปรับเปลี่ยนเลนส์ให้เหมาะกับการใช้ชีวิตประจำวันของตัวเอง
หมอแว่นตา หรือ นักทัศนมาตร ช่วยแก้ปัญหาอาการปวดตาและภาพเบลอจากการสวมแว่นที่ค่าสายตาคลาดเคลื่อนได้อย่างตรงจุด อาการล้าของกล้ามเนื้อตาหรือการมองเห็นภาพไม่คมชัดมักเกิดจากการวัดสายตาที่เน้นความรวดเร็วโดยไม่ได้วิเคราะห์ค่าพารามิเตอร์ของเลนส์ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้งานจริง
บทความนี้จาก ORRA อธิบายถึงการตรวจวัดระยะห่างระหว่างรูม่านตาและการหาค่าสายตาที่ละเอียดถึงระดับ 0.12 ไดออปเตอร์ เพื่อให้ได้เลนส์ที่รองรับทุกกิจกรรมอย่างแม่นยำค่ะ
หมอแว่นตา หรือ นักทัศนมาตร ต่างจากช่างแว่นตาทั่วไปอย่างไร ?

ความแตกต่างสำคัญอยู่ที่ขอบเขตการทำงานและความลึกขององค์ความรู้ ช่างแว่นตาทั่วไปมักเน้นทักษะการประกอบเลนส์ การดัดกรอบแว่น และการแนะนำวัสดุเลนส์ที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์ส่วนนักทัศนมาตรจะเน้นการตรวจวัดระดับมาตรฐานวิชาชีพเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของปัญหาสายตาที่มากกว่าแค่ภาพเบลอ
| หัวข้อเปรียบเทียบ | ช่างแว่นตา (Optician) | นักทัศนมาตร (Optometrist) |
|---|---|---|
| ระยะเวลาการศึกษา | ฝึกอบรมเฉพาะทางด้านเทคนิค | ปริญญาตรีวิชาชีพ 6 ปี |
| งานหลัก | ประกอบเลนส์และซ่อมแซมแว่น | วิเคราะห์ระบบสายตาและการมองเห็น |
| ทักษะเด่น | ฝีมือการตัดประกอบเลนส์ | การตรวจกล้ามเนื้อตาและสุขภาพตาเบื้องต้น |
การเลือกปรึกษาหมอแว่นตาช่วยลดโอกาสเกิดปัญหาใส่แว่นแล้วปวดหัวหรือภาพซ้อนได้ การตรวจวัดกับนักทัศนมาตรช่วยให้ผู้ที่มีปัญหาสายตาสั้น ยาว หรือเอียง ได้รับเลนส์ที่มีค่าพารามิเตอร์ถูกต้องตามมาตรฐานวิชาชีพตามพระราชบัญญัติการประกอบโรคศิลปะ พ.ศ. 2546 ซึ่งควบคุมมาตรฐานการดูแลผู้รับบริการในระดับสากล
บทบาทของนักทัศนมาตรในการดูแลสุขภาพดวงตาและการมองเห็น
นักทัศนมาตรทำหน้าที่ตรวจวัดค่าสายตาและวิเคราะห์ระบบการมองเห็นอย่างละเอียด เพื่อหาความผิดปกติของกล้ามเนื้อตาหรือปัญหาสายตาที่ซับซ้อน งานหลักไม่ใช่แค่การหาค่าสั้น ยาว หรือเอียง แต่ครอบคลุมถึงการตรวจคัดกรองความเสี่ยงของสภาวะผิดปกติที่อาจแฝงอยู่โดยใช้เครื่องมือเฉพาะทาง พบว่าบ่อยครั้งอาการปวดหัวเรื้อรังมีสาเหตุมาจากค่าสายตาที่เปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อย
การทำงานเน้นไปที่การแก้ปัญหาด้วยเลนส์สายตา ปริซึม และการฝึกกล้ามเนื้อตาเพื่อให้ดวงตาทั้งสองข้างทำงานสอดประสานกันอย่างมีประสิทธิภาพ กรณีที่มีอาการปวดกระบอกตาหรือเห็นภาพซ้อนแม้จะสวมแว่นที่มีค่าสายตาตรงแล้ว ปัญหานี้มักเกิดจากการรวมภาพของดวงตาที่ผิดปกติ ที่ต้องใช้ทักษะเฉพาะด้านในการคำนวณและปรับจูนเลนส์เพื่อลดอาการตาล้าจากการใช้งานสมาร์ทโฟนในชีวิตประจำวัน
เทคโนโลยีปัจจุบันช่วยให้หมอแว่นตาวัดค่าสายตาได้ละเอียดถึงระดับ 0.12 ไดออปเตอร์ ที่มีความแม่นยำสูงกว่ามาตรฐานการวัดทั่วไปในอดีต การดูแลส่วนนี้ช่วยลดภาระการเพ่งของดวงตาในกลุ่มคนที่ต้องจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์ต่อเนื่องตลอดทั้งวันได้จริงค่ะ
การตรวจวัดสายตาอย่างละเอียดระดับมาตรฐานผู้เชี่ยวชาญ
การตรวจวัดสายตาอย่างละเอียดระดับมาตรฐานผู้เชี่ยวชาญเป็นการตรวจประเมินสุขภาพตาและค่าสายตาเชิงลึกที่ทำโดยหมอแว่นตาเพื่อวิเคราะห์ปัญหาการมองเห็นที่ซับซ้อน กระบวนการนี้ไม่ได้มีเพียงการอ่านชาร์ตตัวเลขแต่รวมถึงการประเมิน ระบบการเพ่งของเลนส์ตา และการทำงานร่วมกันของตาสองข้าง ข้อมูลที่ได้ช่วยลดอาการล้าจากการใช้สายตาหน้าจอคอมพิวเตอร์และช่วยให้ได้ค่าสายตาที่เสถียร
ขั้นตอนมาตรฐานที่ดำเนินการโดยหมอแว่นตา
-
การวัดค่าสายตาสั้น ยาว เอียง ด้วยชุดเลนส์ทดลองแบบละเอียด
-
การทดสอบสมดุลกล้ามเนื้อตาเพื่อหาแรงดึงรั้งที่ซ่อนอยู่
-
การหาค่ากำลังการเพ่งที่เหมาะสมกับช่วงอายุ
การใช้เครื่องมือกลุ่มทัศนอุปกรณ์ที่มีความเที่ยงตรงสูงช่วยให้การวิเคราะห์ปัจจัยต่าง ๆ มีความแม่นยำสูงกว่าการวัดทั่วไป การวัดระยะห่างระหว่างรูม่านตาผ่านเครื่องดิจิทัลช่วยระบุ ตำแหน่งกึ่งกลางเลนส์ ให้ตรงกับแกนสายตาจริงของแต่ละบุคคล ส่งผลโดยตรงต่อความสบายตาขณะใช้งานเลนส์โปรเกรสซีฟหรือเลนส์เฉพาะทางที่มีโครงสร้างซับซ้อนค่ะ
ทำไมถึงควรให้ “หมอแว่นตา” ดูแลปัญหาสายตา

ความชำนาญเฉพาะทางช่วยให้การประเมินปัญหาสายตามีความแม่นยำสูง โดยพิจารณาจากพฤติกรรมการใช้งานจริงร่วมกับสรีระดวงตา กระบวนการนี้ครอบคลุมไปถึงการทดสอบความสมดุลของกล้ามเนื้อตา เพื่อลดความเสี่ยงจากการมองเห็นภาพซ้อนหรืออาการล้าขณะทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์เกิน 8 ชั่วโมง ต่อวัน
-
วิเคราะห์สรีระดวงตาเชิงลึกเพื่อหาค่าสายตาที่แท้จริง
การวัดความโค้งกระจกตาและความยาวลูกตาเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยระบุค่าสายตาที่แม่นยำมากกว่าการมองแค่ตัวเลขจากเครื่องคอมพิวเตอร์แค่อย่างเดียว การวิเคราะห์เชิงลึกโดยหมอแว่นตาจะช่วยคัดกรองภาวะสายตาสั้นเทียมที่เกิดจากกล้ามเนื้อตาเกร็งตัวจากการใช้สายตาหนัก การแยกแยะพฤติกรรมการเพ่งออกจากค่าสายตาจริงช่วยป้องกันการสั่งตัดเลนส์ที่มีค่าสายตาสูงเกินความจำเป็น
โครงสร้างสรีระของแต่ละคนมีความซับซ้อนต่างกัน การเก็บข้อมูลแผนที่กระจกตาจะแสดงให้เห็นถึงจุดที่แสงหักเหผิดปกติในตำแหน่งต่าง ๆ บนผิวตา ข้อมูลนี้จำเป็นอย่างมากในการระบุองศาเอียงที่ถูกต้อง ซึ่งมักจะคลาดเคลื่อนได้ง่ายถ้าใช้แค่การวัดแบบพื้นฐานทั่วไปค่ะ
| ปัจจัยทางสรีระ | ผลต่อการคำนวณค่าสายตา |
|---|---|
| ความโค้งกระจกตา | กำหนดกำลังหักเหหลักของแสง |
| ตำแหน่งรูม่านตา | ระบุจุดศูนย์กลางการมองเห็น |
| ความลึกช่องลูกตา | ผลต่อการคำนวณตำแหน่งภาพตกกระทบ |
การวัดระยะห่างระหว่างรูม่านตารายข้างที่ละเอียดถึงหน่วย 0.5 มิลลิเมตร จะช่วยลดความบิดเบือนของภาพบริเวณขอบเลนส์ได้ดีในกลุ่มผู้ที่มีค่าสายตาสั้นมากกว่า 6.00 ไดออปเตอร์
-
แก้ไขปัญหาสายตาซับซ้อนได้อย่างตรงจุด
ต่อจากการวิเคราะห์สรีระ การจัดการปัญหาสายตาซับซ้อนทำได้ด้วยการนำค่าพารามิเตอร์เฉพาะจุดมาประมวลผล เช่น คนที่มีภาวะสายตาสองข้างต่างกันมาก หรือมีค่าสายตาเอียงในองศาที่ซับซ้อน หมอแว่นตาจะต้องตรวจสอบทั้งระบบการรวมแสงและการทำงานร่วมกันของกล้ามเนื้อตา เพื่อป้องกันปัญหาภาพซ้อนและอาการล้าสะสมจากการใช้งาน
กระบวนการวิเคราะห์ต้องใช้เครื่องมือวัดความเพี้ยนของแสงที่ผ่านเข้าสู่ดวงตา เพื่อหาจุดบกพร่องที่ซ่อนอยู่บนผิวกระจกตา ความละเอียดในการตรวจวัดระดับ 0.12 ไดออปเตอร์ ช่วยให้การชดเชยค่าสายตาทำได้ตรงจุดมากขึ้น ผลลัพธ์ที่ได้คือความคมชัดที่สม่ำเสมอแม้ในสภาวะแสงน้อยหรือการมองเห็นในช่วงเวลากลางคืน
ความแม่นยำในการวัดตำแหน่งกึ่งกลางรูม่านตาและความโค้งของกรอบแว่นที่สัมพันธ์กับใบหน้าก็สำคัญไม่แพ้กัน ถ้าค่าเหล่านี้คลาดเคลื่อนเพียง 1 มิลลิเมตร อาจทำให้จุดโฟกัสผิดเพี้ยนจนเกิดอาการพื้นลอยหรือวิงเวียนศีรษะได้ง่าย โดยเฉพาะในผู้ที่มีค่าสายตาสั้นหรือยาวเกิน 6.00 ไดออปเตอร์ ขึ้นไป
-
การออกแบบและแนะนำเลนส์เฉพาะบุคคล
การออกแบบเลนส์เฉพาะบุคคล เป็นการสร้างเลนส์ที่คำนวณจากค่าสายตาร่วมกับสรีระใบหน้าและลักษณะของกรอบแว่น เพื่อให้พื้นที่การมองเห็นกว้างกว่าเลนส์มาตรฐาน ในขั้นตอนนี้การประเมินโดยหมอแว่นตาจะใช้การวัดค่าพารามิเตอร์ขณะสวมกรอบแว่นจริง เพื่อนำข้อมูลไปคำนวณการผลิตเลนส์ที่สอดคล้องกับจุดหมุนของดวงตาเฉพาะบุคคล โดยปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อความคมชัดและการมองเห็นที่สบายตาประกอบด้วย
-
ระยะห่างระหว่างเลนส์กับกระจกตา (Vertex Distance)
-
ความโค้งของหน้าแว่นขณะสวมใส่ (Wrap Angle)
-
มุมความเทของกรอบแว่นเมื่อวางตัวบนสันจมูก (Pantoscopic Tilt)
กระบวนการนี้ช่วยลดผลกระทบจากภาพวูบวาบด้านข้างในเลนส์โปรเกรสซีฟได้ดี การคำนวณพื้นที่ใช้งานตามไลฟ์สไตล์จะช่วยให้ผู้ที่เน้นทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์มีระยะกลางที่กว้างขึ้น โดยมีการกำหนดระยะเหลือบที่สัมพันธ์กับความยาวแขนของผู้สวมใส่ซึ่งมักอยู่ในช่วง 35-40 เซนติเมตร ค่ะ
-
ช่วยลดระยะเวลาในการปรับตัวเมื่อใส่แว่นตาใหม่
การสวมแว่นตาใหม่ให้ต่อเนื่องตลอดทั้งวันช่วยให้สมองปรับตัวเข้ากับค่าสายตาที่เปลี่ยนแปลงได้เร็วขึ้นภายใน 3 ถึง 7 วัน แทนที่จะใส่ ๆ ถอด ๆ เพราะจะทำให้ระบบประสาทตาสับสนและเกิดอาการมึนงงสะสม ถ้าเป็นเลนส์เฉพาะทางควรฝึกขยับศีรษะตามทิศทางที่ต้องการมองแทนการเหลือบตาแค่อย่างเดียว เพื่อลดภาพวูบวาบจากระยะชัดที่ต่างกันบนเลนส์
การเริ่มต้นใส่แว่นตั้งแต่ตื่นนอนตอนเช้าจะช่วยให้กล้ามเนื้อตาปรับสภาพได้ดีกว่าการเริ่มใส่ระหว่างวันที่ตาอ่อนล้าจากการทำงาน
-
ใส่แว่นเดินในพื้นที่คุ้นเคย เช่น ภายในบ้าน เพื่อฝึกการกะระยะความลึกและความสูงของขั้นบันไดให้แม่นยำ
-
งดกิจกรรมที่ต้องใช้สมาธิสูงหรือเสี่ยงอันตราย เช่น การขับรถทางไกลในช่วง 48 ชั่วโมงแรก จนกว่าจะปรับโฟกัสได้นิ่ง
-
ตรวจสอบตำแหน่งแว่นให้อยู่ในระดับที่ถูกต้องเสมอ ไม่ควรปล่อยให้แว่นไหลลงมาอยู่ที่ปลายจมูกเพราะส่งผลให้จุดศูนย์กลางการมองเห็นคลาดเคลื่อน
ถ้าพ้นสัปดาห์แรกไปแล้วยังพบปัญหาภาพซ้อนหรือปวดกระบอกตา ควรนำแว่นกลับไปที่หมอแว่นตาเพื่อให้ตรวจเช็คจุดกึ่งกลางตาดำและปรับองศาความโค้งหน้าแว่นให้เข้ากับค่าสายตาที่สั่งตัดจริงค่ะ
ตัดแว่นกับหมอแว่นตาราคาเท่าไหร่ ?

เลนส์คุณภาพสูงที่ปรับแต่งมาเฉพาะบุคคลช่วยลดภาพบิดเบือนบริเวณขอบเลนส์ ทำให้การกะระยะขณะเดินหรือขับรถมีความแม่นยำสูงขึ้น ความคุ้มค่าสะท้อนผ่านอายุการใช้งานของเลนส์ที่ทนทานต่อรอยขีดข่วน และการเคลือบผิวที่ช่วยลดแสงสะท้อนได้ดีกว่าเลนส์เกรดประหยัดค่ะ
การเลือกหมอแว่นตาเพื่อตรวจวัดอย่างละเอียด ช่วยให้เราได้แว่นที่สวมใส่สบายตั้งแต่วันแรกโดยไม่ต้องเสียเวลาปรับตัวนานหลายสัปดาห์ ข้อมูลราคาเบื้องต้นสำหรับการประเมินงบประมาณแสดงผ่านการเปรียบเทียบในตารางเพื่อให้เห็นภาพรวมของคุณภาพในแต่ละระดับ
| รูปแบบเลนส์และบริการ | ราคาเริ่มต้น (บาท) | ประโยชน์ที่ได้รับในระยะยาว |
|---|---|---|
| เลนส์ชั้นเดียวคุณภาพสูง | 2,500 – 5,000 | ภาพคมชัดจรดขอบเลนส์ ลดการเพ่งของกล้ามเนื้อตา |
| เลนส์ดิจิทัลหรือกรองแสงสีฟ้า | 4,500 – 9,000 | สบายตาเมื่อใช้หน้าจอ ช่วยให้มองเห็นในที่แสงน้อยได้ดี |
| เลนส์โปรเกรสซีฟเฉพาะบุคคล | 12,000 ขึ้นไป | มองเห็นชัดทุกระยะโดยไม่มีรอยต่อ ปรับตัวง่ายภายใน 3 วัน |
เลนส์แต่ละประเภทถูกออกแบบมาเพื่อรองรับกิจกรรมที่ต่างกัน การเลือกใช้แว่นตาที่มีคุณภาพดีหนึ่งอันมักมีอายุการใช้งานเฉลี่ย 2 ถึง 3 ปี ถ้าได้รับการดูแลรักษาที่ถูกต้องและเช็ดทำความสะอาดด้วยผ้าไมโครไฟเบอร์เป็นประจำ เพื่อรักษาคุณภาพสารเคลือบผิวเลนส์ให้นานที่สุด
ปัจจัยที่ส่งผลต่อราคาแว่นตา
ราคาแว่นตาถูกกำหนดด้วยโครงสร้างเลนส์ที่ออกแบบมาเพื่อแก้ไขปัญหาสายตาเฉพาะบุคคล ร่วมกับวัสดุกรอบแว่นที่ส่งผลต่อความสบายในการสวมใส่ การเลือกเลนส์ที่มีเทคโนโลยีซับซ้อนอย่างเลนส์โปรเกรสซีฟจะมีราคาสูงกว่าเลนส์ชั้นเดียวทั่วไปเพราะมีการคำนวณจุดมองเห็นหลายระยะ การเพิ่มฟังก์ชันพิเศษอย่างค่า Index 1.60 ถึง 1.74 เพื่อให้เลนส์บางและเบาลงสำหรับคนสายตาสั้นมากก็เป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ราคาแตกต่างกันตามคุณภาพการผลิตค่ะ
-
วัสดุของกรอบแว่นที่ส่งผลต่อความทนทาน เช่น Pure Titanium ที่น้ำหนักเบาและไม่เป็นสนิม
-
สารเคลือบเลนส์เสริม เช่น ระบบป้องกันแสงสีฟ้าหรือเทคโนโลยีเลนส์ปรับสีเข้มขึ้นอัตโนมัติเมื่อเจอแสงยูวี
-
เทคโนโลยีการตรวจวัดด้วยระบบ 3D Digital Refraction ที่ใช้หาค่าจุดรวมแสงของดวงตาให้มีความคลาดเคลื่อนน้อยกว่า 0.1 มิลลิเมตร
ตัดแว่นสายตากับหมอแว่นตาที่ ORRA ดีอย่างไร ?

-
การวัดค่าสายตา ความละเอียดสูงถึงระดับ 0.12 ไดออปเตอร์
-
การวิเคราะห์โครงสร้าง ตรวจเช็คพฤติกรรมการกรอกตาและตำแหน่งตาดำ
-
การออกแบบเลนส์ เลือกโปรไฟล์เลนส์ให้สัมพันธ์กับกรอบแว่นที่เลือก
กระบวนการทำงานของเราเริ่มต้นจากการเช็คพฤติกรรมการใช้งานหน้าจอคอมพิวเตอร์และมือถือในแต่ละวัน เพื่อนำไปกำหนดพื้นที่การมองบนเลนส์โปรเกรสซีฟ การวัดระยะห่างระหว่างรูม่านตาซ้ายและขวาแยกกันเป็นรายข้างช่วยให้การมองเห็นมีความคมชัดและนุ่มนวล ลดโอกาสเกิดภาพวูบวาบเมื่อมีการเปลี่ยนระยะสายตาแบบฉับพลันด้วยค่าพารามิเตอร์เฉพาะบุคคลที่มีความแม่นยำสูงทุกมิติในการประกอบแว่นจริงค่ะ
ตรวจวัดสายตาด้วยเทคโนโลยีทันสมัย ใส่ใจทุกขั้นตอน
เริ่มต้นจากการใช้เครื่องมือระบบดิจิทัลวิเคราะห์โครงสร้างกระจกตาอย่างละเอียดเพื่อหาค่าสายตาเบื้องต้นที่แม่นยำ กระบวนการนี้ช่วยให้นักทัศนมาตรรู้ถึงความผิดปกติต่าง ๆ ของแสงที่ตกกระทบในดวงตาได้ลึกซึ้งกว่าการวัดแบบดั้งเดิม เทคโนโลยี Wavefront จะช่วยตรวจจับความเพี้ยนของแสงในระดับที่ละเอียดสูง แม้ในสภาวะที่แสงน้อยก็ยังประเมินผลได้ชัดเจน
หลังจากนั้นจะเข้าสู่ขั้นตอนการลองเลนส์จริงด้วยเครื่อง Digital Phoropter ที่เปลี่ยนค่าความชัดได้รวดเร็วแค่ปลายนิ้วสัมผัส เพื่อหาจุดที่สบายตาสำหรับผู้ใช้งานแต่ละคนได้อย่างเฉพาะบุคคล พร้อมทั้งวัดระยะห่างระหว่างรูม่านตาและความโค้งของกรอบแว่นขณะสวมใส่ผ่านระบบเซนเซอร์ 3D เพื่อผลิตเลนส์ที่ตรงกับจุดศูนย์กลางดวงตาจริงและลดความคลาดเคลื่อนของภาพ
มีเลนส์โปรเกรสซีฟและกรอบแว่นแบรนด์ชั้นนำให้เลือกหลากหลาย
เพื่อตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ เลนส์โปรเกรสซีฟที่นี่มีโครงสร้างให้เลือกครอบคลุมทุกระดับการใช้งานตั้งแต่รุ่นมาตรฐานไปจนถึงเลนส์สั่งตัดพิเศษที่ใช้ระบบดิจิทัลคำนวณค่าสายตาอย่างละเอียด การคัดสรรเทคโนโลยีจากผู้ผลิตสากลช่วยลดปัญหาภาพวูบวาบด้านข้าง และช่วยให้การเปลี่ยนระยะการมองระหว่างใกล้ กลาง และไกล เป็นไปอย่างนุ่มนวล ไม่ว่าจะเป็นเลนส์โครงสร้างเฉพาะบุคคลที่ช่วยให้ปรับตัวได้รวดเร็ว เลนส์สำหรับทำงานในร่มที่เน้นระยะการมองหน้าจอดิจิทัลและเอกสารให้กว้างขึ้น หรือเลนส์เปลี่ยนสีอัตโนมัติเมื่อเจอรังสี UV
นอกจากนี้ยังมีกรอบแว่นแบรนด์ชั้นนำที่คัดเลือกมาเพื่อรองรับการฝังเลนส์โปรเกรสซีฟโดยเฉพาะ เช่น กรอบที่รักษา Corridor หรือระยะการไล่ค่าสายตาให้มีความเสถียร ผลิตจากวัสดุพรีเมียมอย่าง Beta Titanium ที่มีความยืดหยุ่นสูงและปราศจากนิกเกิลเพื่อป้องกันการระคายเคืองผิวหนังค่ะ
ทีมหมอแว่นตาผู้เชี่ยวชาญพร้อมดูแลและให้คำปรึกษาหลังการขาย
ที่ ORRA เรามีบริการหลังการขายจากทีมหมอแว่นตาช่วยดูแลต่อเนื่องทันทีหลังจากลูกค้าได้รับแว่นไปใช้งานจริง เพื่อให้มั่นใจว่าเลนส์ทำงานร่วมกับดวงตาได้ตรงตามค่าสายตาที่วัดไว้ ถ้าเกิดอาการไม่สบายตาหรือภาพซ้อนในสัปดาห์แรก ทีมงานจะเร่งวิเคราะห์หาสาเหตุจากการปรับตัวหรือการปรับดัดโครงแว่นให้เข้ากับระนาบใบหน้า เรามีการติดตามผลการใช้งานภายใน 7 ถึง 14 วัน เพื่อช่วยเหลือผู้ใช้งานที่ยังกังวลเรื่องการปรับโฟกัสเมื่อสลับระยะการมอง
รวมถึงการปรับจูนโครงสร้างแว่นที่อาจเคลื่อนที่จากการใช้ชีวิตประจำวัน โดยใช้เครื่องมือวัดระยะแว่นตาโดยเฉพาะเพื่อตั้งค่ามุมเทและระยะห่างระหว่างกระจกตาให้กลับมาอยู่ในจุดโฟกัสที่แม่นยำ พร้อมบริการตรวจเช็คความแน่นหนาของนอตและสภาพผิวเลนส์ต่าง ๆ เป็นประจำเพื่อยืดอายุการใช้งานแว่นให้ยาวนานเกินกว่า 2 ปี สอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้งานของแต่ละบุคคลค่ะ
ค้นหา “หมอแว่นตาใกล้ฉัน” พิกัดสาขาของ ORRA ใกล้บ้านคุณ

-
สาขารามคำแหง 53 ตรวจวัดสายตาและตัดแว่นโดยนักทัศนมาตร นัดหมายหรือสอบถามเส้นทางได้ที่ โทร 062-651-2365
-
สาขาพระราม 6 (อาคารทิปโก้ พญาไท) ตรวจวัดสายตาเชิงลึกพร้อมเลือกกรอบและเลนส์ โทร 065-751-0965
-
สาขาสาทร (Supalai Icon Sathorn) บริการตรวจสายตาและตัดแว่นครบวงจรโดยนักทัศนมาตร โทร 065-751-7665
-
สาขาประชาอุทิศ-สุขสวัสดิ์ ตรวจวัดสายตาและให้คำปรึกษาการเลือกแว่นโดยนักทัศนมาตร โทร 061-719-3665
-
นัดหมายล่วงหน้าหรือสอบถามเส้นทางแต่ละสาขาได้ทาง Line OA @orraoptometrist เพื่อความสะดวก
-
ทุกสาขาตรวจวัดสายตาโดยนักทัศนมาตร เปิดบริการทุกวันเวลา 11:00-20:00
FAQ รวมข้อสงสัยที่พบบ่อยเกี่ยวกับการพบหมอแว่นตา
หมอแว่นตากับจักษุแพทย์ต่างกันยังไง ?
หมอแว่นตา หรือนักทัศนมาตร เชี่ยวชาญด้านการตรวจวัดค่าสายตา ประกอบแว่น และดูแลระบบการมองเห็น ส่วน จักษุแพทย์ เป็นแพทย์ที่วินิจฉัยและรักษาโรคตา ผ่าตัด และสั่งจ่ายยา ทั้งสองวิชาชีพทำงานเสริมกัน ถ้าตรวจพบความผิดปกติที่เข้าข่ายโรคตา นักทัศนมาตรจะแนะนำให้พบจักษุแพทย์เพื่อรักษาต่อ
ถ้าต้องการตัดแว่นหรือตรวจค่าสายตาให้แม่นยำเหมาะกับการใช้งานในชีวิตประจำวัน นักทัศนมาตรคือผู้ที่ดูแลเรื่องนี้โดยตรง แต่ถ้ามีอาการเจ็บตา ตาแดง หรือการมองเห็นผิดปกติแบบเฉียบพลัน ควรพบจักษุแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและรักษาโรคค่ะ
ใช้เวลาตรวจวัดสายตากับนักทัศนมาตรนานแค่ไหน ?
การตรวจวัดสายตาอย่างละเอียดกับนักทัศนมาตรหรือหมอแว่นตา มักใช้เวลาเฉลี่ยประมาณ 30 – 45 นาที เพื่อวิเคราะห์ค่าสายตาให้แม่นยำและครอบคลุมมิติการมองเห็นที่หลากหลาย ช่วงเวลานี้รวมถึงการซักประวัติพฤติกรรมการใช้สายตา เช่น ระยะเวลาการอยู่หน้าจอหรือปัญหาการขับรถในที่มืด กระบวนการจะเริ่มจากการตรวจด้วยเครื่องมือระบบดิจิทัลก่อนจะเข้าสู่ขั้นตอนการลองเลนส์เพื่อให้ได้ค่าความคมชัดที่สอดคล้องกับการใช้งานจริง
หมอแว่นตาตรวจอะไรบ้าง ?
ตรวจค่าสายตาสั้น ยาว เอียง ความสมดุลของกล้ามเนื้อตา การทำงานร่วมกันของดวงตาทั้งสองข้าง และคัดกรองความผิดปกติเบื้องต้นของดวงตา เพื่อเลือกเลนส์ที่เหมาะกับการใช้งานจริง
ควรตรวจสายตากับหมอแว่นตาบ่อยแค่ไหน ?
โดยทั่วไปแนะนำตรวจทุก 1-2 ปี หรือเร็วกว่านั้นถ้าการมองเห็นเปลี่ยนไป มีอาการปวดล้าตา หรือใส่แว่นเดิมแล้วเริ่มมองไม่ชัด
ตัดแว่นกับหมอแว่นตาแพงกว่าร้านทั่วไปไหม ?
ราคาขึ้นอยู่กับชนิดเลนส์และกรอบที่เลือก แต่การวัดค่าสายตาที่ละเอียดช่วยลดปัญหาใส่แว่นแล้วปวดหัวหรือต้องตัดใหม่ จึงคุ้มค่าในระยะยาว
สรุป
การตรวจวัดสายตาเชิงลึกกับ นักทัศนมาตร หรือ หมอแว่นตา ช่วยให้ได้ค่าสายตาที่แม่นยำกว่าการใช้เครื่องวัดอัตโนมัติแค่อย่างเดียว กระบวนการนี้ครอบคลุมการทดสอบกล้ามเนื้อตาและการทำงานร่วมกันของดวงตาทั้งสองข้าง เพื่อลดปัญหาอาการล้าจากการใช้หน้าจอเป็นเวลานาน ๆ การปรับจูนเลนส์ให้เข้ากับพฤติกรรมการใช้ชีวิตช่วยให้มองภาพได้คมชัดและลดโอกาสเกิดผลข้างเคียงจากการสวมใส่แว่นที่ค่าสายตาคลาดเคลื่อน
ควรวางแผนตรวจสุขภาพสายตาทุก 1-2 ปี เพื่อติดตามความเปลี่ยนแปลงและเลือกกรอบแว่นที่กระจายน้ำหนักได้สมดุลกับใบหน้า การเตรียมข้อมูลการใช้สายตาต่อวันจะช่วยให้นักทัศนมาตรแนะนำชนิดเลนส์ที่ตอบโจทย์กิจกรรมหลักได้ตรงจุดมากยิ่งขึ้น เริ่มต้นดูแลดวงตาตั้งแต่วันนี้ช่วยให้คุณภาพการมองเห็นมีความสม่ำเสมอและสบายตามากขึ้นค่ะ
หมายเหตุ: ข้อมูลในบทความนี้เป็นความรู้ทั่วไป การตรวจวัดสายตาและการเลือกเลนส์ควรทำกับนักทัศนมาตรเพื่อประเมินเฉพาะบุคคล และถ้ามีอาการผิดปกติของดวงตาควรพบจักษุแพทย์
อยากตรวจสายตาให้แม่นยำและตัดแว่นที่ใส่สบายจริง นัดกับนักทัศนมาตรที่ ORRA ได้ทั้ง 4 สาขา หรือทักสอบถามผ่าน Line OA @orraoptometrist
